Sunday, December 28, 2014

6 อาหารจีนที่คนไทยควรตีซี้ค่ะ

ถ้าเอ่ยถึงอาหารจีนเราอาจเห็นแต่ภาพเป็ดพะโล้ ขาหมู ตือฮวน แต่ที่จริงแล้วอาหารจีนยังมีของดีที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วน สมควรที่สาวๆ ที่รักสุขภาพจะชวนเข้าแก๊งสุดๆ

1. เก๋ากี้ เมื่อก่อนชื่อนี้คือที่สุดแห่งความเชย แต่เดี๋ยวนี้แม่เก๋ากี้เธอโกอินเตอร์จนได้รับการยอมรับจากอารยประเทศในชื่อสุดชิคว่า "โกจิเบอร์รี่" แล้วค่ะพี่น้อง! การกินโกจิเบอร์รี่หนึ่งเม็ดเท่ากับคุณเติมคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบี 2 วิตามิน และกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ร่างกายได้ในครั้งเดียว ช่วยให้สมองแจ่มใส บำรุงสายตา ลดโคเลสเตอรอล แถมยังขับไล่อนุมูลอิสระที่ริอ่านเข้ามาเตรียมก่อมะเร็งในร่างกายของเราอีกด้วย

2. เฉาก๊วย คนไทยเรามักมองข้ามความดีของเฉาก๊วย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วน้องดำดอทคอมถ้วยนี้มีสรรพคุณเป็นยาเย็น ช่วยคลายร้อน ลดไข้ แก้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย และถ้ากินแบบไม่ใส่น้ำตาลมันก็จะเป็นยาป้องกันโรคเบาหวานกับโรคหัวใจได้อีกด้วย เพราะดีจริงอะไรจริงอย่างนี้นี่เล่า ทุกวันนี้น้องเฉาก๊วยเธอเลยโกอินเตอร์ตามแม่นางเก๋ากี้ไปเรียบร้อยแล้วในชื่อ "Black Jelly" หรือ "Grass Jelly" นั่นเอง

3. เห็ดหอม คออาหารเจคงจะคุ้นลิ้นชินตากับเจ้าเห็ดหอมดีแต่คนไทยอีกหลายคนก็ยังไม่ค่อยจะเอ็นดูกลิ่นฉุนๆ ของมันนัก เลยพลาดของดีที่คนจีนถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะไปซะงั้น สารอาหารในเห็ดหอมช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน และใยอาหาร ลดโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตันได้ชะงัดนัก ถึงจะฉุนก็ฉุนอย่างมีคุณค่านะ ขอบอก

4. เกาลัดจีน เกาลัดจีนเป็นถั่วชนิดเดียวที่พกวิตามินซีมาสูงเทียบเท่ากับแหล่งวิตามินซีตัวพ่ออย่างมะนาว แถมยังมีกรดโฟลิก วิตามินซี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนคล้ายๆ ข้าวกล้อง จนได้ฉายาเก๋กิ๊บว่า "ธัญพืชที่เกิดบนต้นไม้" คนที่กินเกาลัดจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ต่อต้านอนุมูลอิสระ แก้ปัญหาเรื่องท้องผูก ป้องกันไข้หวัดและผิวยังสวยวันสวยคืนไม่มีจุดด่างดำมากวนใจด้วย

5. เก๊กฮวย เก๊กฮวยฝากเนื้อฝากตัวเป็นสมาชิกในครัวไทยมาก็หลายร้อยปีแล้วแต่ไม่ค่อยจะมีคนรู้ว่าเจ้าน้ำสีเหลืองนี้อุดมไปด้วยของดีๆ อย่างวิตามินเอ วิตามินบี 1 กรดอะมิโน ฟลาวานอยด์ ช่วยลดความดัน โลหิตสูง ลดโคเลสเตอรอล แก้ไข้ บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก และที่เด็ดสุดๆ คือมันช่วยปกป้องระบบประสาทจากความแก่ชรา กินบ่อยๆ สมองจะใสวิ้ง ใครยืมเงินไปไม่ลืมทวงแน่นอน

6. แปะก๊วย ในเม็ดแปะก๊วยอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชื่อไฟโตเอสโตรเจน ที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ อัลไซเมอร์ และโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต จะกินเล่นก็ดีกินจริงๆ ก็เลิศ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ใกล้วัยทอง เจ้าแปะก๊วยนี่ล่ะคือเพื่อนแท้ของคุณนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Spicy

Wednesday, December 17, 2014

ความไม่เป็นโรค คือลาภอันประเสริฐ

คำไว้อาลัยงานพระราชทานเพลิงศพนายแพทย์ สุรพล รักทุม ท่านเป็นหมอ ทำงานรักษาคนไข้มาตลอดชีวิต เปิดคลีนิคของตัวเอง ร่วมธุรกิจกับพอล-ภัทรพล
เปิดบริษัทผลิตยา และลงทุนกับยุรนันท์ ภมรมนตรี(คงรู้จักดี)
เปิดคลีนิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษาให้เหล่าดารา ไปฉีดสเตมเซลล์เพื่อรักษาสุขภาพชลอความแก่ มีลูกค้าเป็นดารามากมาย และเงินทองก็มีมากเช่นกัน แต่กลับพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตพยายามรักษาตัวเองด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับที่เมืองนอก กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมันได้

ท่านเสียชีวิตในที่สุด ท่านฝากให้พวกเราทั้งหลายระลึกไว้ว่า

1.อย่าเอาแรงกดดัน มาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับทำร้ายร่างกาย

2.อย่าลืมว่าสุขภาพดี คือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร

3.อย่าเห็นชื่อเสียง และลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ชื่อเสียงลาภยศ เปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ

4.อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต

5.อย่าคิดว่าอุทิศให้แล้วจะต้องได้รับตอบแทนเสมอไป ให้อะไรกับใครอย่ารอให้เขาทดแทนบุญคุณ

6.อย่าคิดว่ารับราชการแล้วจะเหนือกว่าชาวบ้าน ถึงเวลาเกษียณก็ต้องเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม

7.อย่ามองข้ามคนที่มีบุญสัมพันธ์กับคุณ เมื่อคุณตกอับ คุณจึงจะรู้ว่าใครบ้างที่ไปจากคุณ และตอนนั้นคนรู้ใจยิ่งหายาก

8.อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ คนที่ส่งข้อความให้คุณเสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา

คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม?

เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้าย ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง

หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

Saturday, October 25, 2014

รวมคลิปหายโรคโดยไม่ต้องใช้ยา

" หมอต้น " น.พ.  นิพันธ์พงศ์ พานิช ( จบทางด้าน ความงาม จากสหรัฐ ) ปัจจุบัน เป็นแพทย์ทางเลือก " แผนไทยประยุกต์ " ด้วยสมุนไพรไทย

หายจาก โรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ ทั้งหมด... โดยไม่ต้อง ใช้ยา... โดย ไม่ต้อง ผ่าตัดเลย...
ด้วยการปฎิวัติ การใช้ชีวิต และ อาหารการกิน... โภชนาบำบัด และ ธรรมชาติบำบัด...
หายจากทุกๆ โรคได้ และมีสุขภาพที่แข็งแรง...

1)  " ปัญหา โรคไต ในคนไทย "  


2)  " ดูแลไต ไม่ให้ป่วย "  
 

3)  " โรคไต คนไทย ต้องหาย " 
 

4)  " เบาหวาน หายได้ ง่าย นิดเดียว "  
 

5)  " โรคเบาหวาน หายขาดได้ "  
     

6)  " ตอน 3 โรคเรื้อรัง ของ คนเมือง "  
 

7)  " ทำอย่างไร ให้คนไทย หายจาก โรคเรื้อรัง "  
 

8)  "ติดตามผล คนไทย สู้ภัย เบาหวาน"
 

9)  " หมอต้น กับ ทอล์คโชว์ สุขภาพ "  
 

10)  " หมอต้น ตอบคำถาม "  


11)  " เตือนภัย ไขมัน ตกค้าง ในร่างกาย "  


12)  " โครงการ ตำรับ สมุนไพรไทย แก้ปัญหา โรคหัวใจ และ ความดัน "  
 

13)  " ปรับความดัน ปรับชีวิต "  
 
 
14)  " ติดตามผล คนไทย หายป่วย จากโรค หัวใจ และ หลอดเลือด "  
 

15)  " อะไร ? ทำให้ คนไทย ป่วยด้วยโรค มะเร็ง "  
 
   
16)  " เหตุใด คนไทย ป่วยด้วย โรคมะเร็ง "  
 

17)  " สมุนไพร รักษาโรค ไทรอยด์ "  
 

18)  " เข่าเสื่อม โรคทรมาน ของผู้สูงอายุ "  
 
 
19)  " โรคข้อเข่า อักเสบเสื่อม ในผู้สูงอายุ "  


20)  " การจัด กระดูก "  
 
     
21)  " การจัด โครงสร้าง กระดูก ด้วยวิธีการ ทางแพทย์ แผนไทย "  
 

22)  " ล้างใจ ก่อนคิด ไปล้างพิษ "  
 
   
23)  " สมุนไพรไทย สู้ภัย ภูมิแพ้ "  

     
24)  " อากาศ บริสุทธิ์ ยา อายุวัฒน ขนานเอก "  

 
25)  " โอโซน จากทะเล "  

 
26)  " น้ำดื่ม..ดื่มน้ำ "  

 
27)  " แคลเซียม จำเป็น ต้องเสริม หรือไม่ ?"  


′สังคมก้มหน้า′ อันตรายและโรคที่ควรรู้


โรค′เท็กซ์เนค′ อาการของ′สังคมก้มหน้า′

อันที่จริงเรื่อง "เท็กซ์เนค" ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พูดถึงกันมา 2-3 ปีแล้ว ที่ผมหยิบกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งเป็นเพราะว่าตอนนี้มันกำลังกลายเป็น "โกลบอล ซินโดรม" คือออกอาการกันแพร่หลายไปทั่วโลก ตามการแพร่ระบาดของอุปกรณ์พกพาสารพัดตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เรื่อยไปจนถึงอีบุ๊กรีดเดอร์ทั้งหลาย

 ก่อนหน้านี้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกจำกัดการใช้งานด้วยการเชื่อมต่อแต่ตอนนี้เมื่อสามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเนื้อหาที่มากับหน้าจอก็หลากหลายมากขึ้น ดึงดูดใจมากขึ้น ทั้งไลน์ ทั้งเกม ทั้งอีบุ๊กสารพัด สัดส่วนการใช้งานต่อวันก็เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ผู้คนก้มหน้าลงหาจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า รถประจำทาง ร้านอาหาร

 หนักๆ เข้าเดินไปไหนมาไหน ยังไปในลักษณะ "ก้มหน้า" จนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งค่อนแคะให้เข้าหูว่าสังคมยุคนี้กลายเป็น "สังคมก้มหน้า" ไปแล้ว

"เท็กซ์เนค" เป็นคำที่ นายแพทย์ดีน ฟิชแมน แพทย์กายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการของกระดูกสันหลังชาวอเมริกัน คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการ "ก้มหน้า" บ่อยๆ ซ้ำๆ และนานเกินปกตินี้ อาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ การปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ กล้ามเนื้อคอ ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดทุกวัน หนักเข้าก็อาจพาลไปถึงเกิดการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบน ซึ่งถือว่าสาหัสเลยทีเดียวครับ

 ที่น่ากังวลก็คือ การก้มหน้าในลักษณะนี้บ่อยๆ นานๆ จะส่งผลต่อบุคลิกท่าทาง และการเติบโตของร่างกายในเด็กและวัยรุ่นให้ออกมาบิดเบี้ยวโค้งงอจนต้องมาหาทางแก้กันยุ่งยากในภายหลัง

 ที่มาของโรคนี้คือการก้มนั่นแหละครับในทางการแพทย์เขาบอกว่าเพียงแค่การก้มศีรษะลงไปข้างหน้า ผิดจากท่าปกติตามธรรมชาติ (คือเมื่อหูของเราอยู่ในแนวเดียวกับไหล่) เพียงแค่นิ้วเดียว น้ำหนัก

 ของศีรษะก็จะทำให้ กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูกและเส้นประสาทในบริเวณไหล่ คอ ต้องแบกรับภาระหนักเพิ่มขึ้นมากแล้ว น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วยการถ่วงไปข้างหน้าจะไปดึงรั้งกล้ามเนื้อเส้นเอ็นทั้งหมดให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้นตามไปด้วยอาการตึงจะเกิดขึ้นตามมาถ้าทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้งก็จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ทั้งกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าว

 ดร.ฟิชแมนเคยแสดงให้เห็นฟิล์มเอกซเรย์ของวัยรุ่นอเมริกันที่แสดงชัดเจนว่ากระดูกสองสามชิ้นบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งงอไปด้านหน้าแบบผิดธรรมชาติเพราะเหตุนี้มาแล้ว

 ข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี2000ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วศีรษะของคนเราจะหนักประมาณ 5 กิโลกรัม การก้มไปข้างหน้าทุกๆ 2 เซนติเมตร จะทำให้ไหล่ต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้าก้มลงไป 6 เซนติเมตร น้ำหนักของศีรษะที่ไหล่ คอ และกระดูกสันหลังที่ต้องรองรับนั้นจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 20 กิโลกรัม

 น้ำหนักขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการก้มนานๆ ซ้ำๆ อยู่ทั้งวันถึงก่อให้เกิดอาการได้มากขนาดนั้น

 คำแนะนำของแพทย์เพื่อการป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของเท็กซ์เนคอย่างง่ายๆก็คือ ละสายตาจากจอ เปลี่ยนท่าจากการก้มหน้า ปล่อยให้ศีรษะกลับคืนสู่ท่าธรรมชาติในทุกๆ 15 นาที เงยหน้าขึ้น เหลียวไปรอบๆ ถ้ายังจำเป็นต้องจ้องจออยู่ก็ยกมันให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของคอลงเป็นระยะๆ

 ถ้าเป็นไปได้ก็ควรออกกำลังกาย ในแบบที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ได้ผ่อนคลาย จะเป็นโยคะก็ได้ หรือจะเป็นกายบริหารแบบพิลาทีสที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้ร่างกายของเราอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องก็ได้ ทำให้ได้ทุกวันจะป้องกันปัญหานี้ได้

 ใครที่ใช้มาตรการประดานี้แล้วยังไม่ได้ผล แสดงว่า เท็กซ์เนคของคุณค่อนข้างไปทางรุนแรงแล้ว ควรไปพบแพทย์ อย่างน้อยๆ ก็อาจต้องใช้ยาจำพวกคลายกล้ามเนื้อช่วย แต่ถ้าอาการเกิดไปกระทบทำให้กลุ่มประสาทในบริเวณดังกล่าวถูกบีบ กดอยู่นานๆ จนเกิดอาการปวดประสาท ก็จัดอยู่ในขั้นต้องให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญดูแลเป็นการเฉพาะจะดีที่สุด

 แล้วก็ต้องลดการตกไปเป็นส่วนหนึ่งของ"สังคมก้มหน้า"ลงให้เหลือน้อยที่สุดแล้วละครับ

ที่มา:  http://www.matichon.co.th/

Monday, June 16, 2014

มหัศจรรย์สารเซซามิน อาหารเสริมที่คุณต้องมีประจำบ้าน


ประสบการณ์ความประทับใจจากผู้ใช้จริง เปิดเผยความลับกลไกการทำงานของ "เซซามิน" สารสกัดจากงาดำ โดย รศ. ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ โชว์สุดยอดเคสมหัศจรรย์จากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากงาดำ "เซซามิน" ผสมกับรำข้าวสีนิล และแป้งข้าวอีก 10 กว่าชนิด สูตรพิเศษของรศ. ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ

- น้องไอซ์ โรคทาคายาสุ หลอดเลือดแดงอักเสบทั้งร่างกาย ใน 1,000,000 คนจะเป็น1 คน ปัจจุบันไม่มีอาการป่วยหลงเหลืออยู่แล้ว แข็งแรง สดใส ร่าเริง
- แม่ชล่อม เบาหวาน 20 ปี ฉีดอินซูลินมาตลอด ทานแค่ เช้า 2 เย็น 2 เพียง 10 วัน แผลดีขึ้น เปิดแผลดูจะจะ...แผลแห้งปิดสนิทแล้ว...สุดๆ ไปเลย
- คุณสุทิน มะเร็งตับระยะสุดท้าย อีกหนึ่งในตำนานสารสกัดงาดำ  เซซามิน+รำข้าวสีนิล ปัจจุบันชีวิตดีขึ้นมาก จากเคยสิ้นหวังในชีวิต คิดว่าไม่รอดสารสกัดงาดำ สูตรอาจารย์ปรัชญา พลิกชีวิตให้กลับมาทำงานได้ ใช้ชีวิตได้แล้ว พี่สุทินบอกว่า "เพื่อนๆ ที่กินยาหม้อตายหมดแล้ว....แต่ผมรอดแล้ว...เพราะผมกินสารสกัดงาดำ"
- ฯลฯ

งานนี้ รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ King of Sasamin นักวิจัยระดับโลก ภูมิใจสุดๆ  รางวัลของคนทำงานวิจัย คือได้เห็นผลงานวิจัยของตนเองผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยคนได้ เปลี่ยนชีวิตคนที่สิ้นหวัง ให้กลับมามีพลังอีกครั้ง และช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง เบาหวาน ตับอักเสบ ไตอักเสบ รวมทั้งโรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อม สามารถหาซื้อมารับประทานได้ง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพ  ตามสโลแกนที่อาจารย์มักพูดเสมอว่า  "เสียเงินบาท เพื่อป้องกัน ดีกว่าเสียเงินพัน เพื่อรักษา"  

วันนี้คุณทาน เซซามิน สารสกัดงาดำ แล้วหรือยัง?

เอมมูร่า งาดำ

 โปรโมชั่นเอมมูร่า ราคาถูกสุดๆ

อาหารเสริม "เอมมูร่า เซซามิน" สารสกัดงาดำ+รำข้าวสีนิลและแป้งข้าว อุดมไปด้วยไฟเบอร์ แคลเซียม และกรดอะมิโนจำเป็นต่างๆ ช่วยเสริมสร้างฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลโรคเรื้อรัง และบำรุงกระดูกและข้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ   สุดยอดผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ผอ.หน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิด คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สิทธิบัตรรับรองครอบคลุม 78 ประเทศทั่วโลก  อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ o86 6o4 7o44 โทรเลย!

Thursday, May 22, 2014

ท่าบริหารรักษา "มือชา"

อาการมือชา เป็นอาการที่พบได้บ่อยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กระดูกคอเสื่อม กล้ามเนื้อคอและสะบักเกร็งตัว หรือมีพังผืดที่ข้อมือกดรัดเส้นประสาทมีเดียน

เนื่องจากโรคพังผืดที่ข้อมือกดรัดเส้นประสาท เป็นโรคที่พบได้บ่อย มักพบในคนที่ต้องใช้มือหรือข้อมือมากๆ ในชีวิตประจำวัน หรือมีโรคประจำตัวอื่นที่มีผลต่อปลายประสาท เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบได้ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะระยะใกล้คลอดอีกด้วย

อาการ

ผู้ที่เป็นโรคนี้ในระยะแรกมักมีอาการชาปลายนิ้วมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง อาการชาเป็นๆ หายๆ โดยมีอาการมากในเวลากลางคืน ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตื่นขึ้นมาสะบัดมือ เพื่อให้อาการชาน้อยลง

นอกจากนี้ จะมีอาการมากขึ้นในขณะทำงานที่ต้องใช้มือ เมื่อโรคดำเนินต่อไป โดยไม่ได้รักษาจะมีอาการชาในบริเวณกว้างขึ้น และเป็นถี่ขึ้น จนกระทั่งชาตลอดเวลาและเริ่มมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ สังเกตได้จากการหยิบจับของหล่นจากมือ ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อบริเวณเนินฐานนิ้วหัวแม่มือลีบเล็กลงเรื่อยๆ

การรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค แนวทางการรักษาประกอบด้วย

1. การรักษาโดยไม่ผ่าตัด

- การรักษาโดยการใช้ยา
- การักษาด้วยวิธีทางกายภาพ
- การสวมอุปกรณ์ประคองมือ

2. การรักษาโดยการผ่าตัด

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย

- พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้มือและข้อมือมากๆ โดยเฉพาะในท่างอ หรือกระดกขือมือขึ้น
- ปรับเปลี่ยนโต๊ะหรือเก้าอี้ให้เหมาะสม หรือเสริมอุปกรณ์สำหรับพักข้อมือเวลาเขียน พิมพ์งาน ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อมือไม่ต้องกระดกขึ้นหรือลงมากเวลาใช้งาน
- ออกกำลังกายเคลื่อนไหวมือบ่อยๆ 6 ขั้นตอน (ดูตามรูป)

 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก http.//www.komchadluek.net/detail/20100310/51323/51323.html

Thursday, February 13, 2014

การกินผลไม้อย่างถูกวิธี


พวกเราต่างคิดว่าการกินผลไม้เป็นเรื่องง่ายๆ แค่ซื้อมา แล้วก็ปอก จากนั้นก็หยิบเข้าปากเท่านั้น
คุณจะได้รับประโยชน์มากกว่า ถ้าคุณรู้ว่าควรจะกินอย่างไร

ผลไม้นั้นควรกินในขณะท้องว่าง…ไม่ใช่เป็นของหวานหลังอาหาร อย่างที่เราทำกันประจำ!!

ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง มันจะช่วยคุณในการล้างพิษจากร่างกาย ให้พลังงาน สำหรับช่วงลดน้ำหนัก และกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน

คุณกินขนมปังแล้วตามด้วยผลไม้หรือเปล่า...?

เนื่องจากผลไม้ย่อยได้เร็วกว่าขนมปัง ชิ้นผลไม้จะถูกย่อยอย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะผ่านกระเพาะไปสู่ลำไส้ แต่เส้นทางของมันถูกขวางไว้โดยขนมปัง ซึ่งใช้เวลาย่อย นานกว่า…เป็นเวลาที่อาหาร ทั้งหมดผ่านกระบวนการหมักและเปลี่ยนสภาพเป็นกรด จากนั้นเมื่อผลไม้สัมผัสกับอาหารในกระเพาะและน้ำย่อย อาหารทั้งหมดก็จะเริ่มบูดเสีย

ดังนั้นจะเป็นการดีกว่า ถ้าเรากินผลไม้ในขณะท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหาร

คงมีคนเคยบ่นกับคุณแบบนี้...
" ฉันเรอทุกครั้งที่กินแตงโม เวลาฉันกินทุเรียน กระเพาะฉันพองขึ้น เวลาฉันกินกล้วย ฉันรู้สึกอยากวิ่งไปห้องน้ำ " เป็นต้น

ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณกินผลไม้ ในขณะท้องว่าง

ผลไม้รวมตัวกับอาหารอื่นที่ถูกย่อยทำให้เกิดแก๊สขึ้น จึงทำให้รู้สึก แน่น!

ผมหงอก หัวล้าน อาการหงุดหงิดเป็นกังวล รอยคล้ำใต้ดวงตา! ทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง

การเข้าใจผิดว่าผลไม้บางอย่าง เช่น ส้ม มะนาว ซึ่งเป็นกรดจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะ...
นักวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า ผลไม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นด่างภายในร่างกายเรา

เมื่อคุณต้องการดื่มน้ำผลไม้ ให้ดื่มน้ำผลไม้สดเท่านั้น! อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่าดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านความร้อน อย่ากินผลไม้ที่ถูกปรุงเป็นอาหาร เพราะคุณจะไม่ได้คุณค่าทางโภชนาการเลย คุณจะได้เพียงรสชาติเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าคุณต้องการคุณค่าทางโภชนาการ การนำผลไม้ มาปรุงเป็นอาหาร จะทำลายวิตามินทั้งหมด

การกินเนื้อผลไม้หรือผลไม้ทั้งลูก จะดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะเส้นใยจากเนื้อผลไม้จะดีสำหรับคุณ

ถ้าคุณดื่มน้ำผลไม้ ให้ดื่มช้าๆ ทีละคำ เพื่อให้น้ำผลไม้รวมกับน้ำลาย ของคุณก่อนที่จะกลืนลงไป

“การกินแต่ผลไม้” เป็นเวลา 3 วันเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพอย่างมาก ในการทำความสะอาดและล้างพิษในร่างกาย 

เพียงแต่กินผลไม้ และดื่มน้ำผลไม้ตลอด 3 วัน คุณจะแปลกใจเมื่อเพื่อนคุณบอกคุณว่า คุณดูสดใสดีจัง!

ระหว่าง “การกินแต่ผลไม้” คุณสามารถกินผลไม้ได้หลากหลาย ในเวลาต่างๆ แม้แต่สลัดผลไม้ ซึ่งเป็นเมนูที่น่าสนใจ

ถ้าคุณกินผลไม้อย่างถูกวิธีเป็นประจำ คุณก็จะมีเคล็ดลับของความงาม อายุยืน สุขภาพ พลังงาน ความสุขและน้ำหนักตัวที่เป็นปกติ

ขอให้สุขภาพดี สวย หล่อ กันทุกคน

(บทความนี้จากศาสตราจารย์นายแพทย์ท่านหนึ่งของร.พ.ศิริราชค่ะ)

Tuesday, February 11, 2014

เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน


1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ: การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ... อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...

  • 1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
  • 2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
  • 3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง 
  • 4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
  • 5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
  • 6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมากทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
  • 7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้


ขอขอบคุณแหล่งข่าวมา ณ ที่นี้/กลุ่มเยาวชนเพื่อนเยาวชน

Cr…สรรหาสาระสุขภาพ

Monday, February 10, 2014

อาหารหลังผ่าตัด

Photo: อาหารหลังผ่าตัด

อาหารอ่อนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้วไม่ว่าจะผ่าตัดเล็ก เช่น ไส้ติ่ง หรือผ่าตัดใหญ่ เช่น นิ่ว หรือเนื้องอก

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อย มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอ่อนๆ  ส่วนอาหารหมักดอง อาหารมีรสจัด เหนียว มักจะงด

                ข้าวต้มเครื่องที่มีเนื้อสัตว์ที่บดแล้วผสมอยู่ เช่น ข้าวต้มหมู ข้ามต้มปลา หรือโจ๊ก จึงเหมาะอย่างมากที่จะจัดให้แก่ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารอ่อนแต่"ข้าวต้มกับ" มักจะมีปัญหาเรื่อง"กับ"ที่รับประทานกับข้าวต้ม เพราะคนไทยมักจะคุ้นกับการรับประทานข้าวต้มกับของดอง เช่น ขิงดอง เกี้ยมฉ่าย ซีเซ็กฉ่าย ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับอาหารอ่อน เพราะฉะนั้นกับข้าวของข้าวต้ม จึงต้องเลือกเฉพาะกับข้าวที่นุ่ม เปื่อยเท่านั้น เช่น ปลานึ่ง ไข่เจียวนิ่มๆ หมูอบเปื่อยๆ ต้มจับฉ่ายที่ต้มผักจนนุ่มและเปื่อย เป็นต้น

                  ผู้ป่วยบางคนเบื่อข้าวต้ม ก็สามารถเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือมักกะโรนีได้ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือมักกะโรนีน้ำ แต่ยังไม่ควรใส่ผัก เพราะจะทำให้ย่อยยาก

                เนื้อสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาหารของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด เพียงแต่ต้องทำให้นุ่ม เปื่อยเท่านั้น ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่เหนียว นำมาทำอาหารให้ผู้ป่วยได้ดี แต่ต้องระวังก้างและเกล็ด

                 ส่วนผัก ให้เลือกผักที่ก้านไม่แข็ง ควรเลือกผักใบและเคี่ยวให้นุ่ม เปื่อย

                 ผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่นุ่ม ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น

                 ของหวาน ควรเป็นขนมหวานที่รสไม่จัด มีลักษณะนุ่ม เช่น สังขยา ไอศกรีม เยลลี่ คัสตาร์ด สาคูเปียก เป็นต้น

                 เครื่องดื่มประเภทน้ำนม นมถั่วเหลืองหรือน้ำผลไม้ เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมและให้คุณค่าอาหารที่ดีที่สุด

                 ควรหลีกเลี่ยง ชา กาแฟ แต่ถ้าจำเป็นต้องดื่มก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีคาเฟอีน

                 ส่วนเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ควรงดเว้น

                 จะต้องทานอาหารอ่อนไปนานแค่ไหน ?

                 ถ้าการขับถ่ายเป็นปกติ (ไม่มีอาการท้องเสีย-ท้องผูก-ปวดท้อง) ก็เปลี่ยนเป็นอาหารปกติได้ แต่เริ่มที่รสไม่จัดก่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.infoforthai.com/forum/topic/5709

อาหารอ่อนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้วไม่ว่าจะผ่าตัดเล็ก เช่น ไส้ติ่ง หรือผ่าตัดใหญ่ เช่น นิ่ว หรือเนื้องอก

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อย มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอ่อนๆ ส่วนอาหารหมักดอง อาหารมีรสจัด เหนียว มักจะงด

ข้าวต้มเครื่องที่มีเนื้อสัตว์ที่บดแล้วผสมอยู่ เช่น ข้าวต้มหมู ข้ามต้มปลา หรือโจ๊ก จึงเหมาะอย่างมากที่จะจัดให้แก่ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารอ่อนแต่ "ข้าวต้มกับ" มักจะมีปัญหาเรื่อง"กับ" ที่รับประทานกับข้าวต้ม เพราะคนไทยมักจะคุ้นกับการรับประทานข้าวต้มกับของดอง เช่น ขิงดอง เกี้ยมฉ่าย ซีเซ็กฉ่าย ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับอาหารอ่อน เพราะฉะนั้นกับข้าวของข้าวต้ม จึงต้องเลือกเฉพาะกับข้าวที่นุ่ม เปื่อยเท่านั้น เช่น ปลานึ่ง ไข่เจียวนิ่มๆ หมูอบเปื่อยๆ ต้มจับฉ่ายที่ต้มผักจนนุ่มและเปื่อย เป็นต้น

ผู้ป่วยบางคนเบื่อข้าวต้ม ก็สามารถเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือมักกะโรนีได้ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือมักกะโรนีน้ำ แต่ยังไม่ควรใส่ผัก เพราะจะทำให้ย่อยยาก

เนื้อสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาหารของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด เพียงแต่ต้องทำให้นุ่ม เปื่อยเท่านั้น ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่เหนียว นำมาทำอาหารให้ผู้ป่วยได้ดี แต่ต้องระวังก้างและเกล็ด

ส่วนผัก ให้เลือกผักที่ก้านไม่แข็ง ควรเลือกผักใบและเคี่ยวให้นุ่ม เปื่อย

ผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่นุ่ม ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น

ของหวาน ควรเป็นขนมหวานที่รสไม่จัด มีลักษณะนุ่ม เช่น สังขยา ไอศกรีม เยลลี่ คัสตาร์ด สาคูเปียก เป็นต้น

เครื่องดื่มประเภทน้ำนม นมถั่วเหลืองหรือน้ำผลไม้ เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมและให้คุณค่าอาหารที่ดีที่สุด

ควรหลีกเลี่ยง ชา กาแฟ แต่ถ้าจำเป็นต้องดื่มก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีคาเฟอีน

ส่วนเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ควรงดเว้น

จะต้องทานอาหารอ่อนไปนานแค่ไหน ?

ถ้าการขับถ่ายเป็นปกติ (ไม่มีอาการท้องเสีย-ท้องผูก-ปวดท้อง) ก็เปลี่ยนเป็นอาหารปกติได้ แต่เริ่มที่รสไม่จัดก่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.infoforthai.com/forum/topic/5709

Sunday, January 12, 2014

การทดลองเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ แต่เกิดผลสะเทือนโลก!!!


มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเด็กผู้หญิงมัธยมต้น 5 คนของโรงเรียน Hjallerup School ใน North Jutland ในเดนมาร์ก โดยทำการเพาะเมล็ดผัก garden cress ในสองถาด และแยกถาดทั้งสองอยู่คนละห้องแต่ปรับอุณหภูมิให้เท่ากัน ได้รับน้ำและแสงแดดในปริมาณเท่าๆกันเป็นเวลา 12 วัน

ถาดแรกนำไว้ในห้องที่ไม่มีคลื่น Wifi ใดๆ ปรากฏว่าเมล็ดผักเติบโตตามปกติ
ถาดที่สองนำถาดไปวางใกล้ๆกับ Wifi router 2 เครื่อง ปรากฏว่าเมล็ดผักแทบไม่เติบโต รากไม่งอก

ผลการทดลองของเด็ก ๆ นี่เองทำให้วงการวิทยาศาสตร์ตื่นตัวเพื่อทำการค้นหาสาเหตุว่า "คลื่นโทรศัพท์ เเละ ระบบไร้สายมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ?" ทำไมถึงมีผลยับยั้งระงับการงอกของเมล็ดผักได้ Professor Olle Johansson แห่ง Karolinska Institute ในกรุง Stockholm สวีเดน จึงอาสาเข้ามาทำการศึกษาเพิ่มเติมต่ออย่างเป็นระบบเพื่อสรุปผลทางวิชาการในวงกว้างต่อไป

ศาสตราจารย์ Olle Johansson ได้กล่าวชมเชยการค้นพบของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นตัวกระตุ้นให้คนตระหนักว่า "ไม่ควรนอนหลับไปพร้อม ๆกับเปิดระบบ Wifi และโทรศัพท์มือถือทิ้งเอาไว้" 

แรงผลักดันที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ทดลองดังกล่าวก็เพราะว่า สงสัยว่าทำไมเวลานอนไปพร้อม ๆ กับโทรศัพท์มือถือใกล้หัวเตียงแล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีอาการปวดหัว ไม่มีสมาธิ

ย้อนหลังไปดูการทดลองในเนเธอร์แลนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้วโดยนักวิทยาศาสตร์ของ Wageningen University โดยใช้ต้นไม้ (ash tree) 20 ต้นมาสัมผัสใกล้ชิดกับคลื่นต่างๆเปรียบเทียบกันตลอดเวลา 3 เดือน และพบว่าต้นที่อยู่ใกล้กับคลื่น WiFi แรงๆพบว่าใบมีสีน้ำตาลไหม้ ใบร่วง ดังนั้นเราควรระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์ไอที ที่มีคลื่นต่อสุขภาพของเรา