Monday, December 28, 2015

นอนดึก ตื่นสาย ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย...อันตรายสุดๆ

การนอนดึก ตื่นสาย ของคนเมืองนั่นวิถีชีวิตแบบนี้คือการบั่นทอนและทำลายร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว เป็นปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต

หลังจากตรากตรำงานหนักมาตลอด 5 วัน ต้องตื่นเช้าไปทำงาน หรือเรียนหนังสือ ดังนั้น พอถึงเย็นวันศุกร์-เสาร์ ชีวิตของคนทำงานหรือคนในเมืองส่วนใหญ่ก็จะพักผ่อน ดูโทรทัศน์ ดูหนัง ท่องอินเทอร์เน็ต นัดสังสรรค์ เที่ยวกลางคืนจนดึกดื่นเลยเที่ยงคืน แล้วนอนเต็มที่ วันรุ่งขึ้น ตื่นนอนตอนสาย บางคนเลยเที่ยงวันไปก็มี ไม่ต้องกินมื้อเช้า

น่าเป็นห่วงว่าเด็กสมัยนี้จำนวนมากมีวิถีชีวิตแบบนี้ โดยเฉพาะเด็กมหาวิทยาลัย (วันเสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปกวดวิชาเหมือนตอนอยู่ประถมหรือมัธยม)

บางคนสำคัญผิดคิดว่า นี่คือวันแห่งเสรีภาพที่ได้รับการปลดปล่อยประจำสัปดาห์ นอนให้อิ่มไปเลย อาหารเช้าไม่ต้องกิน แถมยังเป็นการลดความอ้วนไปในตัว แต่หารู้ไม่ว่าวิถีชีวิตแบบนี้คือการบั่นทอนและทำลายร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว เป็นปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต

**** การนอนตื่นสายผิดวิถีธรรมชาติ
ในช่วงเช้า 05.00-07.00 น. รุ่งอรุณ ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ฟ้าเริ่มสว่าง ประตูแห่งดินได้เปิดขึ้น ร่างกายมนุษย์มีรูทวารหนักเสมือนประตูแห่งดินก็จะเปิดเช่นกัน (ลำไส้ใหญ่พร้อมจะบีบตัว เพื่อขับของเสียที่ผ่านการทำลายของตับมาแล้ว ขจัดออกจากร่างกายทางการขับอุจจาระและปัสสาวะ)

วัฏจักรของการทำงานรอบใหม่ ความจริงเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง 03.00-05.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่พลังร่างกายกำลังผันแปรจากการสะสมที่หยุดนิ่ง สู่การเคลื่อนไหวกระจายพลังไปยังอวัยวะต่างๆ ซึ่งตรงกับการทำงานของอวัยวะปอดนั่นเอง

การตื่นสายโดยเฉพาะหลัง 09.00 น. จนถึงเที่ยงหรือบ่าย บางคนเข้าใจผิด มองว่าทำให้มีการพักผ่อนเต็มที่ชดเชยการพักผ่อนไม่เพียงพอในวันก่อนๆ ไม่ต้องกินอาหารมื้อเช้า เท่ากับเป็นการลดน้ำหนักไปในตัว ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก

**** ผลเสียอะไรที่จะตามมา ถ้านอนดึก และตื่นสายมากๆ
ความเข้าใจผิดข้อหนึ่งของคนทั่วไปคือ คิดว่าการนอนหลับสามารถชดเชยได้ ด้วยการนอนให้พอ 8-10 ชั่วโมง เช่น ถ้านอนดึกมากก็ตื่นสายๆ เป็นการนอนชดเชย ถ้ากลางคืนไม่นอนก็นอนกลางวันทดแทนได้

คัมภีร์ "หวงตี้เน่ยจิง" ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางการแพทย์กว่า 2,400 ปี มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการรักษาเมื่อไม่เกิดโรค หรือการดูแลสุขภาพ เพื่อไม่ให้เกิดโรค ได้อธิบายและชี้แนะถึงวิถีแห่งธรรมชาติ ว่า การดำเนินชีวิตจะต้องสอดรับมีจังหวะที่สอดคล้องกัน เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพและป้องกันไม่ให้เกิดโรค และหนทางสู่การมีอายุที่ยืนยาวปราศจากโรค

การตื่นสายโดยเฉพาะหลัง 09.00 น. ถึงเที่ยงหรือบ่าย จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

..... 1.ขาดการกินอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นอาหารมื้อหลัก
อาหารมื้อเช้ามีความสำคัญที่สุด ด้านหนึ่งพลังลมปราณของกระเพาะอาหารสูงสุด อาหารมื้อเช้าสามารถย่อยและดูดซึมได้ดีที่สุด และจะส่งต่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในเวลาถัดมาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง

ถ้าเปรียบร่างกายเป็นเสมือนโรงงานผลิตสินค้า การพัฒนาเติบโตของกิจการไปข้างหน้าของโรงงานต้องอาศัยการป้อนวัตถุดิบ และผ่านกระบวนการผลิตจนได้สินค้าออกจำหน่าย เพื่อเกิดรายได้มาหล่อเลี้ยงคนงาน และทุกภาคส่วนของโรงงาน

กระเพาะอาหาร คือ เครื่องจักรในการรับวัตถุดิบ เพื่อนำไปแปรสภาพเป็นทุกๆ อย่าง ทุกแผนกของโรงงาน ถ้าถึงเวลาที่เครื่องจักรเริ่มทำงานแล้ว ไม่มีวัตถุดิบป้อนเข้าไปก็จะกระทบกับแผนกงานต่างๆ กระทั่งรายได้ของโรงงาน และความดำรงอยู่ของโรงงาน นานๆ เข้าก็คือโรงงานจะอยู่ไม่ได้

แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญระบบกระเพาะอาหารและม้าม คือ แหล่งทุนที่สำคัญที่สุดในการสะสมทุน (สารจิง) ทุกคนมีทุนสะสมจากพ่อแม่เรียกว่า จิงของไต แต่ทุนเหล่านี้บางคนอาจได้รับมามาก บางคนรับมาน้อยไม่เท่ากัน จิงจากการแปรเปลี่ยนจากอาหารโดยการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม คือทุนภายหลังที่จะมาเติมเต็มหรือเสริมจิงเดิม (ทุนเดิม) ที่มาจากพ่อแม่

ลองคิดดูหากช่วงเวลา 07.00-09.00 น. ไม่กินอาหาร ในที่สุดกระบวนการสะสมทุน (สารจิง) ในร่างกายก็จะน้อยลง ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุดในการสะสมทุกให้กับร่างกายด้วยการกินอาหาร

การกินอาหารในช่วงเวลานี้ ร่างกายนอกจากจะย่อยดูดซึมดีแล้ว ยังส่งไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรหรืออวัยวะต่างๆ ให้ทำงานได้ดีด้วย พลังงานที่ใช้เงินทุนหมุนเวียน หรือสภาพคล่องก็จะดี อาหารตกค้างหรือสะสมจึงมีน้อยและโอกาสที่ทำให้เกิดโรคอ้วนก็มีน้อยเช่นกัน

ในทางตรงข้ามถ้าไปกินมื้อดึกเป็นมื้อหนัก โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืน ด้านหนึ่งร่างกายจะย่อยดูดซึมอาหารไม่ดี อีกด้านหนึ่งอวัยวะต่างๆ ต้องการพักผ่อนไม่ต้องการพลังงานจึงเกิดการตกค้างของอาหาร และพลังที่เหลือใช้ก็จะถูกสะสมในร่างกาย เป็นความชื้น เสมหะ หรือไขมันใต้ผิวหนังนำมาซึ่งโรคอ้วน

โบราณกล่าวว่า "ม้าไม่กินหญ้ากลางคืน...ไม่อ้วน"

..... 2.ช่วงเช้าเป็นช่วงที่บรรยากาศเป็นพิษมากที่สุด โดยเฉพาะในห้องนอน

เนื่องจากห้องปิดทึบ ผ่านอากาศที่เย็นเป็นภาวะยิน ทุกอย่างเก็บสะสมรวมตัวสู่เบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นมลพิษ ช่วงเช้าต้องปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปทำลาย และเปิดหน้าต่างระบายมลพิษต่าง ๆ ออกจากห้องนอน การนอนหมกอยู่ในห้องนอนที่มีมลพิษช่วงเช้า จะทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้ ไอ แพ้อากาศ และเกิดการสะสมมลพิษจากการหายใจได้มาก ยิ่งถ้าห้องนอนสกปรก เหม็นอับ อากาศถ่ายเทไม่ดี แสงแดดเข้าไปถึง ทำให้เกิดอาการไม่สบายบ่อยๆ

ที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลบางประการที่นำมาเล่าสู่กันฟัง พฤติกรรมแบบนี้ของเด็กสมัยใหม่เป็นกันแทบทุกบ้านจนเป็นปัญหาของคุณพ่อคุณแม่ ส่วนเด็กทั้งหลาย ยามที่ไม่ประสบกับปัญหาสุขภาพ พวกเขาจะยังไม่เข้าใจและยอมรับฟังสักเท่าไร เพราะเพื่อน ๆ ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

..... 3.คนที่ทำงานมากจนถึงดึกดื่น ควรจะทำอย่างไร
แนะนำให้นอนก่อนเพื่อเก็บพลัง แล้วตื่นนอนแต่เช้ามาทำงาน สมองจะปลอดโปร่งกว่า คนบางคนกินกาแฟกระตุ้นในช่วงกลางคืน ทำให้ตาสว่างทำงานได้ถึงตี 3-4 หารู้ไม่ว่าเวลาดังกล่าวพลังหยางถูกนำมาใช้ ทั้งๆ ที่ยังเก็บสะสมได้ไม่เพียงพอหรือยังไม่ได้สะสมเลย แน่นอนระยะยาวร่างกายต้องเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว

ปัญหาเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ คนเราพยายามเรียนหาความรู้มากมายใส่ตัว เพื่อความเป็นเลิศ แต่ต้องพึงสำนึกว่า แม้จะเก่งยอดเยี่ยมสักปานใด แต่ถ้าสุขภาพไม่ดี หรือมีปัญหาสุขภาพแล้ว เราจะรู้สึกเสียใจและเสียดาย เพราะเวลาที่ผ่านมาในอดีต เราได้ทำลายตัวเราเองตลอด ถึงตอนนั้น เงินทองที่หามาได้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เสียหายไปมากแล้วกลับคืนมาได้

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของหมอชาวบ้านกับเว็บไซต์วิชาการดอทคอม
โดย  นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล
doctor.or.th

#clubคนรักสุขภาพ
-----------------------------------------------------------
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของclubคนรักสุขภาพทางlineได้ที่ลิ้งด้านล่างนะจ๊ะ😙😙😙
จิ้มเบาๆนะจ๊ะ >>http://line.me/ti/p/%40clubthehealth

Wednesday, December 23, 2015

8 อาหารที่ไม่ควรอุ่น จะทำให้อาหารเป็นพิษ

ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานอาหาร เผยว่า การจะรับประทานให้ปลอดภัยจะต้องทำให้สุก สะอาด ปรุงแต่งน้อย และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย แต่การให้ความร้อนแก่อาหารมากกว่า 1 ครั้ง หรืออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอาหารดังต่อไปนี้

1.คื่นช่ายหรือคื่นฉ่าย หากนำมาทำเป็นซุปเซเลอรีแล้วนำไปอุ่นซ้ำ จะทำให้สารไนเตรทที่อยู่ในคื่นช่ายกลายเป็นพิษเมื่อได้รับความร้อน

2.ไข่ต้มและไข่กวน อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบสามารถนำมาอุ่นซ้ำได้ไม่มีปัญหา แต่สำหรับไข่ต้มและไข่กวนที่ได้รับความร้อนซ้ำๆ จะทำให้โปรตีนในไข่เปลี่ยนสภาพ อาจส่งผลให้ผู้รับประทานไม่สบายได้

3.ผักโขม เช่นเดียวกับคื่นช่าย หากได้รับความร้อนซ้ำจะทำให้สารไนเตรทกลายเป็นพิษ ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย

4.เห็ด เห็ดไม่มีพิษทุกชนิดสามารถนำมาประกอบอาหารได้ แต่ไม่ควรนำมาอุ่นซ้ำๆ เพราะจะทำให้สารอาหารประเภทโปรตีนในเห็ดเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดอันตรายต่อกระเพาะอาหาร

5.มันฝรั่ง หลังจากทำให้สุก แล้วตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือเก็บในตู้เย็น สภาวะเช่นนี้เป็นผลบวกต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโบทูลินัม หากได้รับความร้อนซ้ำก็จะทำให้เกิดเป็นพิษได้

6.เนื้อไก่ การนำเนื้อไก่สุกแช่เย็นไปให้ความร้อนซ้ำ จะทำให้โปรตีนที่ซับซ้อนในเนื้อไก่แปรสภาพ อาจทำให้บางคนที่รับประทานเข้าไปเกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร

7.บีทรูท ผักสีม่วงสวยนี้ประกอบไปด้วยสารประเภทไนเตรท หากได้รับความร้อนจะทำให้เกิดเป็นพิษกับผู้ที่รับประทาน จึงควรที่จะทำให้สุกแล้วรับประทานแบบเย็นๆ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงต่ออาการปวดท้อง

8.ข้าว สำหรับข้าวนั้น อันที่จริงแล้วการอุ่นข้าวไม่ได้ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษโดยตรง แต่มันขึ้นอยู่กับการเก็บข้าวสารว่าสะอาดปลอดภัยหรือไม่ หากข้าวสารมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหุงสุกแล้วเชื้อก็ยังไม่ตาย และจะสามารถเจริญเติบโตได้ถ้าถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อนำไปอุ่นซ้ำก็จะก่อเกิดสารพิษที่ทำให้อาเจียนหรือท้องเสียได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจึงไม่ควรวางข้าวสุกที่ทานไม่หมดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง

Thursday, November 5, 2015

ทราบไหมคะหมอญี่ปุ่นมีอะไรอยากบอกคุณ?

คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 240 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “อย่าให้หมอฆ่าคุณ”  ค่ะ 

=ภาพรวม=

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยแพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ ผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งญี่ปุ่นในฐานะผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งเต้านมโดยไม่ตัดทิ้งค่ะ

แต่คุณหมอคนโดไม่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิธีรับมือกับโรคมะเร็งเท่านั้น  แต่ยังให้ความรู้สุขภาพแบบองค์รวมในมุมมองที่คุณคาดไม่ถึงมาก่อนค่ะ  เป้าหมายของคุณหมอก็คือให้คุณห่างไกลยาและการรักษาที่ไม่จำเป็น

=น่าสนใจจากในเล่ม= 

*  90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งในญี่ปุ่น หากปล่อยเนื้อร้ายทิ้งไว้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรงมากกว่าการเข้ารับการรักษา

*  ยาต้านมะเร็งหรือเคมีบำบัด (คีโม) เป็นพิษที่ร้ายแรง  มีฤทธิ์แค่ “ทำก้อนเนื้อร้ายเล็กลงชั่วคราว” ไม่ได้ช่วยรักษาหรือมีประโยชน์ในการยื้อชีวิตออกไปแต่อย่างใด

*  มีการปรับมาตรฐานค่าความดันโลหิตสูงสุดจาก 160 มิลลิเมตรปรอทลงมาเป็น 140 ในปี 2000 และ 130 ในปี 2008  ทำให้อยู่ดี ๆ คนจำนวนมากก็กลายเป็น “ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง”  ทั้งหมดนี้เอื้ออำนวยต่อธุรกิจขายยาลดความดันล้วน ๆ

*  มะเร็งที่ไม่สร้างความเจ็บปวดแม้จะปล่อยไว้ก็มีไม่น้อย  เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร  มะเร็งทางเดินอาหาร  มะเร็งตับ  มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

*  ก้อนมะเร็งมีทั้งของจริงและของปลอม  แต่ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดหรือทำคีโมจะเปล่าประโยชน์เสีย 90%

*  ก้อนมะเร็งไม่ได้ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานจนกระทั่งเสียชีวิตหรอก  แต่สาเหตุคือ “กระบวนการรักษามะเร็ง” ต่างหาก

*  ยาลดคอเลสเตอรอลที่ขายกันทั่วโลก (ยาประเภท statins) มีโอกาสป้องกันโรคได้น้อยยิ่งกว่าการถูกล้อตเตอรี่  ในอเมริกาคณะกรรมการที่รณรงค์ให้ลดค่ามาตรฐานของไขมันไม่ดี (LDL Cholesterol) (เพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นถูกวินิจฉัยว่าป่วย) รับเงินจากธุรกิจยาถึง 8 ใน 9 คน จนเกิดการประท้วง

*  คนร่างกายแข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการฉายรังสี (เอ๊กซเรย์) และการทำซีทีสแกน  แม้ครั้งเดียวก็เสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็ง

*  หากไม่รักษามะเร็ง เราก็สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด  สติอยู่ครบถ้วน  ไม่มีการเลอะเลือนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งจะจากไปอย่างสงบ  และเมื่อเทียบกันแล้ว หัวสมองปลอดโปร่งกว่ามาก  และไม่ต้องสูญเสียกิจกรรมอย่าง “การเดินเล่น” ด้วย

*  การบำรุงร่างกายและสมองจำเป็นต้องได้รับไขมันและโปรตีนอย่างเพียงพอ  แต่ไม่ต้องไปกินอาหารเสริมใด ๆ เพียงกินไข่และดื่มนมทุกวันก็เพียงพอแล้ว

*  ทุกคนควรเขียน “พินัยกรรมชีวิต” ไว้  หมายถึง เอกสารแสดงเจตจำนงว่าอยากให้รักษาอย่างไรช่วงก่อนจะเสียชีวิต  ควรเขียนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด  เช่น “ไม่จำเป็นต้องฝืนให้อาหารเช่นสอดท่อให้อาหารผ่านทางจมูก”  “ถ้าใส่เครื่องช่วยหายใจครบ 1 สัปดาห์แล้วยังไม่ได้สติ ให้ถอดเครื่องออกเลย” 

หนังสือชื่อ “อย่าให้หมอฆ่าคุณ” เขียนโดย Kondo Makoto แปลโดย ชุติมน ยงมานิตชัย สำนักพิมพ์ Inspire Nanmeebooks Adult ในเครือนานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2558  232 หน้า  ราคา 185 บาท  มีจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป
------------------------------------------

Monday, November 2, 2015

นั่งนานไม่ยอมลุก เสี่ยงตายก่อนวัยอันควร

ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กเรียนที่นั่งหน้าคอม ดูซีรี่ส์ เล่นเกม หรือนั่งแชทกับเพื่อนทั้งวันทั้งคืนช่วงปิดเทอม หรือจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องรีบเร่งทำงานส่งก่อนเวลาที่กำหนด หรือแม้กระทั่งอาชีพที่ต้องนั่งเฝ้าจอคอม จอทีวี จอมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา อย่าง ยาม ผู้ดูแลผังรายการโทรทัศน์ ไอที นักเล่นหุ้น โอเปอเรเตอร์ พนักงานต้อนรับ และอื่นๆ หากคุณไม่ยอมลุกจากเก้าอี้บ้าง ระวังเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคร้ายก่อนวัยอันควรมากกว่าเดิมถึง 33%

นั่งนาน ไม่ยอมลุกขึ้นขยับร่างกาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

- โรคอ้วน
- เบาหวาน
- คอเลสเตอรอลสูง
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ข้อต่อกระดูกมีปัญหา
- ปวดเมื่อยเรื้อรัง (หากนั่งผิดท่า)
- โรคหัวใจ
- โรคไต
- โรคมะเร็ง
- โรคเครียด ซึมเศร้า
- ฯลฯ

คำแนะนำ

- ควรลุกขึ้นจากเก้าอี้ทุกๆ 1 ชั่วโมง เดินไปเดินมา 1-2 นาที ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น หากกลัวลืมขยับ จะตั้งเวลาเตือนทุกๆ 1-2 ชั่วโมงก็ได้
- ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ หยิบน้ำดื่มมาทานบ้าง ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
- ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ เดินคุย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะยืนหรือเดินบ้าง
- ระหว่างโดยสารรถกลับบ้าน ลองเลือกที่จะยืนแทนการนั่ง หรือเดินในระยะใกล้ๆ แทนใช้บริการรถรับจ้าง
- หากต้องนั่งนานๆ อย่างเลี่ยงไมได้ เช่น งานเร่งมาก หรืออยู่ในห้องประชุม ลองขยับแข้งขยับขา เปลี่ยนท่านั่ง หมุนข้อมือข้อเท้า และลุกขึ้นเดินหรือยืนเมื่อมีโอกาส
- เปลี่ยนจากการนั่งดูทีวี เป็นออกกำลังกายไปด้วย ดูทีวีไปด้วย
- อย่านั่งในห้องน้ำนานเกินไป
- ลดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง
- หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แค่ขยับ ก็เท่ากับออกกำลังกายนะคะ แต่ก็อย่าลุกแล้วเดินไปเดินมา หรือเม้าท์กับเพื่อนเพลินจนเจ้านายดุเอาล่ะ ทุกอย่างต้องมีความพอดีนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร สุขภาพดี และ healthmeplease.com
ภาพประกอบจาก istockphoto

เนื้อหาโดย : Sanook!

Monday, October 19, 2015

การหายใจ อย่างถูกวิธี

การหายใจนั้นถือเป็นกลไกลอย่างหนึ่งของธรรมชาติที่มนุษย์เรามีมาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเราหายใจอย่างถูกวิธีก็จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับร่างกายได้อย่างมากมาย แต่ในทางกลับกันถ้าเราหายใจอย่างผิดวิธีก็จะสร้างความเสียหายให้กับร่างกายได้มากเช่นกัน

ผลเสียของการหายใจผิดวิธี
หากเราเป็นคนที่หายใจเร็วและตื้นเกินไปจะทำให้เราสูดออกซิเจนเข้าไปได้น้อย มีผลให้เลือดในปอดถูกฟอกได้น้อยตามไปด้วย และยังกลายเป็นการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดแทน ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายไม่แข็งแรงอีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีปัญหาแก่ก่อนไว

ผลดีของการหายใจถูกวิธี
แต่ถ้าเราหายใจอย่างถูกต้องด้วยการหายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอด สังเกตุคือหน้าท้องจะพองจากนั้นกลั้นลมหายใจไว้ประมาณ 2 ถึง 3 วินาที แล้วหายใจออกช้าๆ พร้อมกับแขม่วช่องท้องเล็กน้อยเพื่อเป็นการขับคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากร่างกายให้มากที่สุดทำให้ออกซิเจนเข้าไปฟอกเลือดในปอดได้นานขึ้น และยังทำให้บรรเทาอาการหอบหืด ไซนัส ลดสาเหตุในการเป็นวัณโรค คลายความเครียด และยังเป็นการดูแลสุขภาพของเราจากภายในสู่ภายนอก ที่นอกจะส่งผลต่อจิตใจแล้วยังช่วยให้อายุยืนยาวอีกด้วย
การหายใจ เข้าและออกอย่างถูกวิธียังสามารถทำให้เกิดสมาธิเบื้องต้นที่เรียกว่า อานาปานสติ หรือการกำหนดลมหายใจได้อีกด้วยน่ะครับ

Saturday, October 17, 2015

ระวัง!! ปวดหัวซื้อยา "ไมเกรน" ผิดอาจตาย พิการได้!!

ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่งที่พบไม่บ่อยแต่พบได้เรื่อยๆ
ปัญหาในประเทศไทยคือ หลายคนเรียกโรคนี้ว่าปวดหัวข้างเดียว ทำให้เกิดการเหมาไปว่าหากปวดหัวข้างเดียวแปลว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่ความจริงแล้วปวดหัวข้างเดียวส่วนใหญ่เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะที่อยู่รอบๆศีรษะ

ยาในกลุ่ม Ergot ซึ่งใช้รักษาไมเกรนที่กินยาแก้ปวดชนิดอื่นไม่หาย เป็นยาที่รักษาไมเกรนได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือ มันมีฤทธิ์หดหลอดเลือดได้ ดังนั้นในกรณีได้ยามากเกินไปหรือยาออกฤทธิ์มากเกินไป ก็จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ เช่น แขนขาขาดเลือดจนต้องตัดทิ้ง หรือ เส้นเลือดสมองตีบ

โดยยาที่มีผลเสริมฤทธิ์ของยากลุ่ม Ergot ก็ได้แก่

1. Protease inhibitor เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี

2. ยากลุ่มฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน

3. ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide เช่น Clarithromycin

4. น้ำGrapefruit (ซึ่งทำให้อาจจะต้องระวังน้ำส้มโอไปด้วย)

5. ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด เช่นfluoxetine (บางตัวอยู่ในยากลุ่มที่ใช้ลดความอ้วน)
ปัญหามักจะไม่เกิดในโรงพยาบาลที่มีระบบสั่งจ่ายยาที่เข้มงวด เพราะว่าพอแพทย์สั่งยาไปแล้วเภสัชตรวจย้อนกลับไปว่ามีการสั่งยาErgotแก้ปวดไมเกรนก่อนหน้านั้น ก็จะระงับการสั่งจ่ายยาแล้วให้แพทย์พิจารณายาใหม่

แต่สำหรับบางกรณีที่มีการเก็บยาเอาไว้กินเองโดยไม่ได้แจ้ง หรือปวดหัวแล้วไปซื้อยามาเก็บไว้กินเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะได้ยาใน5กลุ่มข้างบนไปแล้วกินไปพร้อมกันจนเกิดผลข้างเคียงได้

บางรายถูกตัดแขนขา
บางรายเป็นอัมพาต

ดังนั้น
หากปวดหัว ไม่ควรซื้อยาไมเกรนมากินเอง
หากป่วยไม่สบายไปรักษา โปรดแจ้งเภสัชและแพทย์เสมอว่ากินยาอะไรอยู่
เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่น่ากลัวจนถึงชีวิตนี้ได้

-- ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว ของ นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา หรือ หมอแมว แพทย์แผนกอายุรกรรม --

เรื่องดีๆมีสาระ
PEAR'S NATURAL

Wednesday, October 14, 2015

ลดสักนิด เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

* ลดลง * ....แต่กลับได้ ....*มากขึ้น *

ลดความโกรธให้น้อยลง ฉันได้สติมากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ฉันได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง ฉันทำหลายอย่างได้มากขึ้น

รักตัวฉันเองให้น้อยลง คนอื่นรักฉันมากขึ้น

นอนให้น้อยลง ฉันได้ทำหลายอย่างมากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง ฉันยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง ฉันได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง ฉันอ่านหนังสือได้มากขึ้น

ฉันวิ่งให้ช้าลง ฉันมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง ฉันมองเห็นอะไรมากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง ฉันรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง ฉันเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง ฉันอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง ฉันมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง ฉันรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตฉันเบามากขึ้น

เป่าลมออกน้อยลง ฉันสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง ฉันได้ยินอะไรมากขึ้น

ฉันคิดคำถามน้อยลง ฉันได้คำตอบมากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง ฉันโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง ฉันได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง ฉันได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

คิดถึงคนที่ฉันรักให้น้อยลง ฉันเข้าใจคนที่ฉันรักมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงฉันในแง่ดีมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง ฉันได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

ลดความคิดที่จะดูถูกให้น้อยลง ฉันได้รับคำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องได้มากขึ้น

*จะเห็นได้ว่าเราลดบางอย่างลง...แต่เรากลับได้บางอย่างเพิ่มมากขึ้นจริงๆ*