Showing posts with label ธรรมชาติบำบัด. Show all posts
Showing posts with label ธรรมชาติบำบัด. Show all posts

Friday, September 13, 2013

ความรู้เรื่องมะเร็ง


หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆ อีก ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆ คนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆ หนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆ นั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆ ในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6. การทำคีโม คือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ

8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆ พบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆ นั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น นิวตร้าสวีต อีควล สปูนฟูล ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือ น้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ แบรก อมิโน หรือเกลือทะเลแทน

b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร

c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)

e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และชอกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง

12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ

Tuesday, May 15, 2012

อึ ให้ดี ไม่มีตกค้าง



เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านบทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่เก็บไว้นานมากแล้ว  แต่ก็สดุดกับชื่อเรื่อง "อึ ให้ดี ไม่มีตกค้าง"  ด้วยความที่เราเป็นคนมีปัญหาท้องผูกประจำ เรื่อง "อึ" นี้ น่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยหยิบมาอ่าน และเอามาพิมพ์แชร์ให้เพื่อนๆ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้ได้อ่านกัน

อันตรายจากอุจจาระตกค้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยผ่านไป คนเราถ้าหากเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด กินอาหารที่มีกากใยน้อย อาจทำให้มีพยาธิ เชื้อรา  หรือทำให้ระบบดูดซึมเสีย  หากเราไม่ถ่ายอุจจราะเวลา 5 - 7 โมงเช้า หรืออีกนัยหนึ่ง ถ่ายอุจจาระหลัง 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบ ให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด มีอุจจาระตกค้าง เกาะที่ผนังลำไส้  พอมีอุจจาระให้ที่เหลวกว่า มันก็จะแซงหน้าไปก่อน แต่ไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้  อุจจาระที่ค้างแข็ง ก็จะเกาะติดแน่นไปเรื่อยๆ อุจจาระตกค้าง จะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ให้กระเพาะและกดทับกระดูกหลัง  ทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมามากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นผ้า ไมเกรน และอื่นๆ

โอ้ ทำไมแค่ อึ ไม่หมดนี้ มันพาปัญหามาให้เรามากมายเพียงนี้เชียวหรือ  มาไขปริศนาข้อข้องใจกับ นพ. กฤษดา ศิรามพุช  ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กันเลย

คุณหมออธิบายว่า เรื่องอุจจาระตกค้าง หรือ อึค้าง นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในร่างกายคนเรา เราอาจตรวจสัญญาณอึค้างในลำไส้ใหญ่ได้เองอย่างง่ายๆ  โดยการนอนหงาย แล้วเอามือคลำท้องด้านซ้ายล่าง เลยไปทางสะดึอซ้ายหน่อย แล้วเอานี้ทั้ง 5 ลองกดดูให้ลึกเต็มที่เลื่อนไปมา ถ้ามีอึค้างอยู่ จะคลำได้เป็นลำคล้ายแท่งยาวๆ อยู่ตามรูปลักษณ์ของลำไส้  โดยลำไส้ใหญ่นี้ จะยิ่งคลำได้ชัดในคนผอม ส่วนคนที่อ้วน อาจต้องใช้วิธีนอนแขม่วพุงช่วย แล้วค่อยคลำ จึงจะสัมผัสได้  จริงๆ แล้ว เรื่อง อึ ซึ่งเป็นกิจวัตรธรรมดา ดูเหมือนไม่มีอะไรนั้น มันต้องมีการฝึกการเข้าส้วมกันบ้างให้เป็นนิสัย ปัญหานี้ถึงจะหมดไป

กลุ่มคนที่มักมีปัญหาเรื่องอึค้าง  ได้แก่

1. เด็กเล็กที่ให้กินนมแล้วนอนเลย ไม่พาอุ้มพาดบ่า ลูบหลัง  หรือไม่ยอมให้ลูกขยับตัวกลิ้งไปมาสักนิดหน่อย เพื่อให้ลำไส้ได้บีบตัวบ้าง  และในเด็กที่อึแข็งมาก อึอาจแข็งและบาดรูก้นเป็นแผลได้  แล้วทำให้ครั้งต่อไป เด็กจะไม่อยากอึออกมาเพราะกลัวเจ็บ แผลแยก เลยยิ่งกลั้น พอยิ่งกลั้นอึ อึก็ยิ่งแข็งค้างไปเรื่อย
2. คนที่ผ่าตัดบ่อย จะมีพังผืดไปรัดลำไส้ข้างในนุงนัง ทำให้การบีบตัวไม่ดี อาจมีอึค้างอยู่ตามซอกโน้นนี้นั้นในลำไส้ จนชางคนกลายเป็นโรคลำไส้อุดตันไปก็มี
3. ผู้สูงอายุและคนไข้ที่นอนในโรงพยาบาล ที่ไม่ค่อยได้ขยับตัวลุกเดิน
4. คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แถมชอบอั้นอึบ่อยๆ  โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิศ ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ หรืออั้นเอาไว้เพราะไม่อยากเดินเข้าห้องน้ำบ่อยๆ แบบนี้ก็ไม่ดีแน่
5. คนที่มีลำไส้ยาว ยิ่งยาวก็ยิ่งเป็นไซโล เก็บอึไว้ได้นานขึ้น บางคนจะสังเกตว่า กินผักเข้าไปตั้งเยอะ แต่อึแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

สำหรับเทคนิก "อึให้ดี ไม่มีตกค้าง"  ให้ทำดังนี้

1. อย่าอั้นอึตอนเช้า เพราะถ้าเลยเช้าไปแล้ว กว่าร่างกายจะส่งสัญญาณให้ปวดอึอีก อาจนานจนผิดเวลา
2. อึให้ตรงกับเวลาเดิม เหมือนเป็นการสร้าง "โปรแกรมให้ลำไส้" ให้คอยบีบไล่อึออกมาสม่ำเสมอ ก็จะไม่มีตกค้าง
3. รอจังหวะขณะอึ ขณะนั่งส้วมอยู่ ถ้าไม่ปวดก็อย่าเบ่ง ให้ลองจับสังเกตดู จะพบว่าเราจะ "ปวดเป็นช่วงๆ" แล้วก็คลายไป แล้วประเดี๋ยวก็ปวดบีบขึ้นมาอีก  นั้นเป็นเพราะลำไส้คน จะบีบตัวเป็นลูกคลื่นเหมือนงูเลื้อย  ถ้ามันเลื้อยมาถึงตรงอึพอดี มันจึงปวดขึ้นมา ถ้าเราไปเบ่งตอนไม่ปวด จะเหมือนเป็นการ "แกล้งลำไส้" ให้เกิดแรงดันขึ้นมาโดยใช่เหตุ เกิดโป่งพองขึ้นมาได้ และได้ "ริดสีดวงทวาร" มาเป็นของแถม
4. นวดลำไส้ ถ้าเป็นเด็ก ให้นวดรอบสะดือ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ให้นวดตรงท้องด้านล้างซ้ายเลยสะดือไป นวดเบาๆ ไปมา แล้วทิ้งไว้สักพัก จะรู้สึกปวดถ่ายขึ้้นมา

5. เอามือกดท้องด้านซ้ายล่างขณะนั่งถ่าย หรืออาจลุกขึ้นนั่งยองเอาหน้าขาเป็นตัวกดไล่อึออกมา เพราะจริงๆ แล้ว การอึที่ดีตามธรรมชาติของคนเราคือ "ท่านั่งย่องๆ" เพราะจะได้มีแรงกดจากหน้าขาด้วย  การที่เราเอาส้วมแบบฝรั่งมาใช้ เป็นการผิดธรรมชาติมนุษย์ เพราะจะไม่มีแรงเบ่งอึมากในท่านั่งห้อยขา ทำให้คนเอเชียกลายเป็นโรคริดสีดวงและท้องผูกกันมากขึ้นตามฝรั่งไป
6. ลุกขึ้นเดิยไปมา จะทำให้ไส้บีบตัวดี สักพักใส่จะบีบรีดเอา "อึท้ายขบวน" ที่เหลือออกมา แล้วเราจะรู้สึกปวดเบ่งอีกที

ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าความถี่ในการอึ น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็น "โรคท้องผูก"  นอกจากออกกำลังกายแล้ว อาจใช้อาหารช่วยล้างลำไส้ได้ อาหารที่จะทำให้ช่วยลำไส้ได้ ก็มี

1. น้ำมะขามเปียกก้นครัว
2. ลูกพรุนแห้งรับประทานทั้งผล เพราะจะได้กากด้วย ไม่ควรแยกกินแต่น้ำ
3. แอบเปิ้ลเขียว จะกินทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้
4. ถั่วดำ จัดเป็นอาหารล้างพิษได้ด้วย
5. สัปปะรดและมะละกอที่มีน้ำย่อย ช่วยกัดกากคราบโปรตีนเก่าๆ ที่ถูกย่อยไม่หมด และมีสภาพติดเป็นอุจจาระยางเหนียวสีดำคล้ายจาระบี
6. เลี่ยงการดื่มน้ำเย็นในตอนเช้า แต่ให้ดื่มน้ำปกติหรือน้ำอุ่นตอนเช้าแทน เพราะขณะตื่นท้องว่าง จะช่วยให้ไส้บีบรัดตัวได้ ชวนให้ปวดอึขึ้นมาได้ดีทีเดียว