Showing posts with label โรคออฟฟิศซินโดรม. Show all posts
Showing posts with label โรคออฟฟิศซินโดรม. Show all posts

Tuesday, October 4, 2011

วิธีดูแลตัวเองจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

เคยนับดูเล่นๆ ไหมคะว่า วันหนึ่งๆ เราต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละกี่ชั่วโมง เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานหญิงของออฟฟิศแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน นิยมสวมหน้ากากกันทั่วออฟฟิศ เพราะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 4-5 ชั่วโมง สำหรับคนทำงานอย่างเราๆ ฟังแล้วก็ได้เวลาสังเกตตัวเองแล้วว่า มีปัญหาสุขภาพบ้างหรือเปล่า ลองมาเช็คอาการ พร้อมกับดูอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกันเลยค่ะ

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง

-ควรรับประทานบร็อกโคลี่ ปลากินทั้งกระดูก เพราะมีแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท และต่อการเกร็งคลายกล้ามเนื้อ และควรรับประทาน ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน จมูกข้าวสาลี ที่มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

ตาอ่อนล้า ตาพร่ามัว

-ควรรับประทาน คะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีแซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของศูนย์จอตา ลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อมตาได้ นอกจากนี้ควรรับประทาน แครอท ผักปวยเล้ง ฟักทอง เพราะมี เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตา

มีปัญหาผิวหน้า

- หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว

ที่มา ชีวจิต

Monday, October 3, 2011

เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

สำหรับคนที่วันๆ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศรีษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ

เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

1. กระพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น

2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม
ให้ บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า

4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษร ได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)

5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป
 
6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน



ที่มา Fwd Mail

Wednesday, September 15, 2010

รับมือกับโรคออฟฟิศซินโดรม (OfficeSyndrome)

ใครว่าเป็นพนักงานประจำอยู่ออฟฟิศ นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นแสนสบาย ไม่ต้องเสี่ยงกับภัยอันตรายใดๆ เท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ต้องทำงานแบกหามอยู่กลางแจ้ง เพราะเดี๋ยวนี้โรคภัยไวกว่าความเร็วอินเตอร์เน็ตเสียอีก ลุกลามไปได้ทุกวันทุกอาชีพนั่นแหละ ไม่เว้นแม้แต่พนักงานหน้าใสนั่งประจำออฟฟิศ ซึ่งโรคนี้มีชื่อเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม”

“โรคออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในวัยทำงาน เกิดจากอิริยาบทที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอาการที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา ทำให้ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว นั่งหลังค่อม เก้าอี้ไม่มีพนักพิง จึงไม่สามาถรองรับแผ่นหลัง การจัดวางของที่ทำให้หยิบจับลำบาก และการกดแป้นคีย์บอร์ดไม่มีตัวรองรับข้อมือ จะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ซ้ำบางคนที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอิริยาบทที่ผิด จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น  แถมยังมีเรื่องความเครียดในที่ทำงานอีก
แต่ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเรารู้จักการดูแลป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธีในการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดรคออฟฟิศซินโดรมก็จะไม่ถามหาคุณอย่างแน่นอน

อาจารย์หยางเผยเซิน ผู้ก่อตั้งศูนย์ซี่กงเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า อิริยาบทและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลให้กล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ  โดยเฉพาะการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ จากแป้นคีย์บอร์ดที่ไม่มีการรองรับข้อมือ จะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดสภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ  ส่วนความเครียดสะสม จะทำให้มีอาการปวดศีรษะหรือเป็นโรคเครียดได้ อาการที่กล่าวมามีศาสตร์แห่งการบำบัดโรคที่มีมาแต่โบราณวิธีหนึ่งคือ  “กัวชา” เป็นวิธีบำบัดโรคธรรมชาติแบบวิถีชาวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเริ่มมีการเล่าขานถึงตั้งแต่ในยุคชุนซิวจั้นกั๋ว แต่ปรากฏหลักฐานในสมัยราชวงศ์หยวน ชื่อ “ตำรายอดนิยมของหมอกลางบ้าน” โดย เวยอี้หลิน ในราวปี ค.ศ. 1337  ต่อมาในยุตหลังจึงเริ่มบันทึกเป็นตำราทางศาสตร์กัวชา “กัวชาเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ง่าย สะดวก เห็นผลเร็ว เพียงใช้อุปกรณ์ที่ทำจากธรรมชาติ มาวาดบนผิวหนังตามเส้นลมปราณทั่วร่างกายเพื่อบำบัดโรคและขับพิษออกจากร่างกาย จึงเป็นที่นิยนของชาวจีนมาอย่างยาวนาน”

การบำบัดด้วยกัวชา มีประสิทธิภาพในการขับพิษ เมื่อกัวชาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง  จุดเด่นของกัวชาออฟฟิศซินโดรมเพื่อบำบัดโรคต่างๆ  อาทิ แก้อาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ช่วยบรรเทาและบำบัดอาการปวดชาบริเวณ คอ ไหล่ หลัง บ่า แขน และข้อมือ  บำบัดอาการมือชา เท้าชา และนิ้วล็อก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี
นอกจากบำบัดแล้ว ยังมีวิธีป้องกันที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสามารถทำได้เองง่ายๆ ไม่เสียเวลางานด้วย ซ้ำยังนั่งทำได้ที่หนาจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง  พร้อมแล้ว เริ่มกันเลย …

1. ยื่นแขนไปข้างหน้า กางนิ้วมือออก เกร็งไว้สักครู่ สลับกับกำมือ ประมาณ 10 ครั้ง
2. ท่าบริหารหลังส่วนบนและสะบัก  ประสานมือไว้ด้านหลังศีรษะ ศอกทั้งสองข้างและลำตัวส่วนบนตั้งตรง ดันศอกทั้งสองข้างออกไปด้านหลังตรงๆ จนรู้สึกตึงบริเวณหลังส่วนบนและสะบัก  ค้างไว้ประมาณ 8-10 วินาที ทำแบบนี้ 5-10ครั้ง
3. ท่าบริหารคอด้านข้าง  ตั้งศีรษะตรง เอียงศีรษะไปด้านซ้ายช้าๆ จนกระทั่งกล้ามเนื้อคอด้านข้างรู้สึกตึง ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที  จากนั้นสลับไปทำด้านขวาแบบเดียวกัน ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง
4. ตั้งศีรษะตรง หันหน้าไปทางหัวไหล่ด้านซ้าย จนกระทั่งคางเป็นแนวเดียวกับหัวไหล่ จนรู้สึกตึงที่ด้านข้างของคอด้านขวา ค้างไว้ 10-20 วินาที  จากนั้นสลับไปทำด้านขวาแบบเดียวกัน  ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง  ท่านี้ช่วยบริหารคอด้านข้างเหมือนกัน
5. ท่าบริหารคอด้านหลัง  ก้มศีรษะจรดหน้าอกและให้รู้สึกตึงบริเวณคอด้านหลัง ค้างไว้ 5-10 วินาที ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
6. ประสานมือและเหยียดแขนไปข้างหน้าจนรู้สึกตึงที่แขนและไหล่  ค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง ท่านี้ช่วยบริหารแขนและไหล่ส่วนบน
7. ยกหัวไหล่ขึ้นไปจนจรดหู จนกระทั่งรู้สึกตึงที่คอและไหล่  ค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที  จากนั้นปล่อยไหล่ลงในท่าปกติ  ทำท่านี้ 2-3 ครั้ง จะเป็นการบริหารการเกร็งบริเวณหัวไหล่และคอ
8. ท่าบริหารหัวไหล่  ใช้มือซ้ายจับที่ข้อศอกขวา ดึงข้อศอกขวามาด้านซ้าย จนรู้สึกตึงที่หัวไหล่ขวา ค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที  จากนั้นสลับไปทำด้านซ้าย  ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง
9. ท่าบริหารแขนและไหล่ส่วนล่าง  ประสานมือและเหยียดแขนขึ้นไปข้างบนจนตึง ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที  ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง
  
ลองทำดูเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม

ขอขอบคุณ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่  15 กันยายน 2553 สำหรับบทความนี้ค่ะ