แต่ก่อนนี้เมื่อเอ่ยถึง "โรคไหลตาย" หลาย ๆ คนต้องนึกถึงอาการที่คนเรานอนหลับแล้วตายไปเสียเฉย ๆ ซึ่งนั้นก็ถูก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะพบว่าคนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นพวกใช้แรงงานมาก ๆ ทำงานหนัก ๆ กินอาหารมื้อหนัก ๆ หรือดื่มแอลกอฮอร์แบบไม่บันยะบันยัง แต่ปัจจุบันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว
โรคไหลตายนั้นพบว่าสามารถเกิดขึ้นกับเหล่านักเลงคีย์บอร์ดและเซียนเก็บ Level ต่าง ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งคนที่เข้าข่ายซุ่มเสี่ยงนั้นได้แก่ คนที่อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยอาจจะมัวแต่เล่นเกมส์ไม่ยอมหลับยอมนอน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทานอาหารไม่เป็นเวลา และขาดสารอาหารหรือวิตามินบางตัวในที่สุด บางคนอาจจะมีโรคโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมด้วย เป็นพวกลืมวันเวลา สายตาจดจ้องอยู่แต่กับตัวหนังสือที่หน้าจอ หรือ ที่ตัวเกมส์มากกว่าดูวันเวลาที่มุมล่างขวา และท้ายที่สุดคือมีอาการเสพติดคอมพิวเตอร์
ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าติดคอมพิวเตอร์
ก็เมื่อคุณมีอาการผลัดเวลา ประเภท น่า ..... เล่นอีกสิบนาที จากเดิมที่อีกสิบนาที 4 ทุ่ม กลายเป็นเลิกอีกสิบนาทีตีสี่อันนี้ถือว่าเข้าข่าย หรือ เป็นพวก กระวนกระจาย ทำอะไรก็หงุดหงิด ทุกสิ่งทุกอย่างดูขัดตาไปเสียหมด เมื่อคุณไม่เล่นคอมพิวเตอร์เพียงแค่วันเดียว และโลกแทบถล่มหากคุณรู้ว่าโมเด็มเสีย อันนี้เข้าข่ายแล้วนะคะ
วิธีแก้ไขง่าย ๆ
- - - > จำกัดเวลาในการใช้ซะ หากคุณควบคุมตวเองได้ก็ดีไป แต่หากคิดว่าไม่ได้แน่ ๆ ลองให้คนอื่นเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องหรือคนใกล้ชิด ยิ่งผู้ปกครองทั้งหลายละเลยไม่ได้เลยนะคะ
- - - > ใช้ไฮสปีด อินเตอร์เนตซะ เพราะว่าจะได้ประหยัดเวลากว่าแบบ ไดออล ส่วนใหญ่คนที่เล่นแบบไดออลแล้วเข้าข่ายติดอินเตอร์เนตมักจะบอกว่า เนตช้าเล่นยังไม่ถึงใจเลย ขอเล่นต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน เป็นประจำ
- - - > ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายนั้นถือเป็นยาวิเศษแก้ คนติดอินเตอร์เนต ทำคนให้เป็นคน (เอ๊ะ ... คุ้น ๆ )
- - - > ทานอาหารให้ตรงเวลาและทานแต่ของที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่
- - - > หมั่นไปตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ
- - - > จัดชีวิตให้พอดี พยายามอย่ายึดติดกับโลกไซเบอร์เกินควร และควรให้ความสำคัญกับโลกความเป็นจริงให้มากที่สุด
สำหรับคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องรู้จักหักห้ามใจตัวเองนะคะ ส่วนใครที่มีลูกมีหลานก็อย่าละเลยปล่อยให้คอมพิวเตอร์เลี้ยงเด็ก ๆ เพราะว่าพวกเขายังเด็กเกินกว่าที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำตามอะไรควรหลีกเลี่ยงค่ะ ถ้าบ้านไหนให้ลูกเล่นอินเตอร์เนตที่บ้านควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่ ๆ ทุก ๆ คนในบ้านสามารถเดินผ่านไปมาได้ จะได้ช่วยกันสอดส่องได้ทั่วถึง
หรือหากให้ไปเล่นตามร้านต้องคอยจับเวลา หากเขาไม่กลับมาตามเวลาที่กำหนดต้องไปตามทุกครั้งอย่าคิดว่าอีกเดี๋ยวก็กลับนะคะ ไม่อย่างนั้นเขาจะชินจนกลายเป็นไม่กลับบ้านไปเลยได้นะคะ
ทำอย่างไรให้สุขภาพดี การออกกำลังกายช่วยเรื่องสุขภาพได้จริงหรือ การดูแลสุขภาพ นาฬิกาชีวิต ไม่อยากทานยาทำอย่างไรดี อ่านเคล็ดลับ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ที่นี่
Showing posts with label โรคจากคอมพิวเตอร์. Show all posts
Showing posts with label โรคจากคอมพิวเตอร์. Show all posts
Wednesday, October 5, 2011
เล่นคอมพิวเตอร์มาก ระวังเป็นไหลตาย
ป้ายกำกับ:
โรคจากคอมพิวเตอร์,
โรคไหลตาย,
อันตรายจากคอมพิวเตอร์
Tuesday, October 4, 2011
วิธีดูแลตัวเองจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
เคยนับดูเล่นๆ ไหมคะว่า วันหนึ่งๆ เราต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละกี่ชั่วโมง เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานหญิงของออฟฟิศแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน นิยมสวมหน้ากากกันทั่วออฟฟิศ เพราะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 4-5 ชั่วโมง สำหรับคนทำงานอย่างเราๆ ฟังแล้วก็ได้เวลาสังเกตตัวเองแล้วว่า มีปัญหาสุขภาพบ้างหรือเปล่า ลองมาเช็คอาการ พร้อมกับดูอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกันเลยค่ะ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง
-ควรรับประทานบร็อกโคลี่ ปลากินทั้งกระดูก เพราะมีแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท และต่อการเกร็งคลายกล้ามเนื้อ และควรรับประทาน ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน จมูกข้าวสาลี ที่มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ตาอ่อนล้า ตาพร่ามัว
-ควรรับประทาน คะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีแซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของศูนย์จอตา ลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อมตาได้ นอกจากนี้ควรรับประทาน แครอท ผักปวยเล้ง ฟักทอง เพราะมี เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตา
มีปัญหาผิวหน้า
- หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว
ที่มา ชีวจิต
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง
-ควรรับประทานบร็อกโคลี่ ปลากินทั้งกระดูก เพราะมีแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท และต่อการเกร็งคลายกล้ามเนื้อ และควรรับประทาน ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน จมูกข้าวสาลี ที่มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ตาอ่อนล้า ตาพร่ามัว
-ควรรับประทาน คะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีแซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของศูนย์จอตา ลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อมตาได้ นอกจากนี้ควรรับประทาน แครอท ผักปวยเล้ง ฟักทอง เพราะมี เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตา
มีปัญหาผิวหน้า
- หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว
ที่มา ชีวจิต
ป้ายกำกับ:
การดูแลลูกตา,
โรคจากคอมพิวเตอร์,
โรคออฟฟิศซินโดรม,
อาหารสุขภาพ
Monday, October 3, 2011
เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
สำหรับคนที่วันๆ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศรีษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ
เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
1. กระพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม
ให้ บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป
3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า
4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษร ได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)
5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป
6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน
ที่มา Fwd Mail
เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
1. กระพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม
ให้ บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป
3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า
4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษร ได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)
5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป
6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน
ที่มา Fwd Mail
ป้ายกำกับ:
การดูแลลูกตา,
โรคจากคอมพิวเตอร์,
โรคออฟฟิศซินโดรม
Subscribe to:
Posts (Atom)


