ทำอย่างไรให้สุขภาพดี การออกกำลังกายช่วยเรื่องสุขภาพได้จริงหรือ การดูแลสุขภาพ นาฬิกาชีวิต ไม่อยากทานยาทำอย่างไรดี อ่านเคล็ดลับ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ที่นี่
Thursday, June 9, 2016
วิธีสังเกตอาการเริ่มต้นของมะเร็ง 7 ชนิด
อาการมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก
อาการมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่
อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด
อาการมักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ
อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
อาการมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
--------------------------------------------------------
*** ข่าวดี!! ***
ครั้งแรกของโลก! นักวิจัย มช.ค้นพบสารสกัดเมล็ดงายับยั้งมะเร็ง (คลิกที่ภาพ)
Thursday, November 5, 2015
ทราบไหมคะหมอญี่ปุ่นมีอะไรอยากบอกคุณ?
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 240 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “อย่าให้หมอฆ่าคุณ” ค่ะ
=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยแพทย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ ผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งญี่ปุ่นในฐานะผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งเต้านมโดยไม่ตัดทิ้งค่ะ
แต่คุณหมอคนโดไม่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิธีรับมือกับโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้สุขภาพแบบองค์รวมในมุมมองที่คุณคาดไม่ถึงมาก่อนค่ะ เป้าหมายของคุณหมอก็คือให้คุณห่างไกลยาและการรักษาที่ไม่จำเป็น
=น่าสนใจจากในเล่ม=
* 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งในญี่ปุ่น หากปล่อยเนื้อร้ายทิ้งไว้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรงมากกว่าการเข้ารับการรักษา
* ยาต้านมะเร็งหรือเคมีบำบัด (คีโม) เป็นพิษที่ร้ายแรง มีฤทธิ์แค่ “ทำก้อนเนื้อร้ายเล็กลงชั่วคราว” ไม่ได้ช่วยรักษาหรือมีประโยชน์ในการยื้อชีวิตออกไปแต่อย่างใด
* มีการปรับมาตรฐานค่าความดันโลหิตสูงสุดจาก 160 มิลลิเมตรปรอทลงมาเป็น 140 ในปี 2000 และ 130 ในปี 2008 ทำให้อยู่ดี ๆ คนจำนวนมากก็กลายเป็น “ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง” ทั้งหมดนี้เอื้ออำนวยต่อธุรกิจขายยาลดความดันล้วน ๆ
* มะเร็งที่ไม่สร้างความเจ็บปวดแม้จะปล่อยไว้ก็มีไม่น้อย เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
* ก้อนมะเร็งมีทั้งของจริงและของปลอม แต่ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดหรือทำคีโมจะเปล่าประโยชน์เสีย 90%
* ก้อนมะเร็งไม่ได้ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานจนกระทั่งเสียชีวิตหรอก แต่สาเหตุคือ “กระบวนการรักษามะเร็ง” ต่างหาก
* ยาลดคอเลสเตอรอลที่ขายกันทั่วโลก (ยาประเภท statins) มีโอกาสป้องกันโรคได้น้อยยิ่งกว่าการถูกล้อตเตอรี่ ในอเมริกาคณะกรรมการที่รณรงค์ให้ลดค่ามาตรฐานของไขมันไม่ดี (LDL Cholesterol) (เพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นถูกวินิจฉัยว่าป่วย) รับเงินจากธุรกิจยาถึง 8 ใน 9 คน จนเกิดการประท้วง
* คนร่างกายแข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการฉายรังสี (เอ๊กซเรย์) และการทำซีทีสแกน แม้ครั้งเดียวก็เสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็ง
* หากไม่รักษามะเร็ง เราก็สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สติอยู่ครบถ้วน ไม่มีการเลอะเลือนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งจะจากไปอย่างสงบ และเมื่อเทียบกันแล้ว หัวสมองปลอดโปร่งกว่ามาก และไม่ต้องสูญเสียกิจกรรมอย่าง “การเดินเล่น” ด้วย
* การบำรุงร่างกายและสมองจำเป็นต้องได้รับไขมันและโปรตีนอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องไปกินอาหารเสริมใด ๆ เพียงกินไข่และดื่มนมทุกวันก็เพียงพอแล้ว
* ทุกคนควรเขียน “พินัยกรรมชีวิต” ไว้ หมายถึง เอกสารแสดงเจตจำนงว่าอยากให้รักษาอย่างไรช่วงก่อนจะเสียชีวิต ควรเขียนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เช่น “ไม่จำเป็นต้องฝืนให้อาหารเช่นสอดท่อให้อาหารผ่านทางจมูก” “ถ้าใส่เครื่องช่วยหายใจครบ 1 สัปดาห์แล้วยังไม่ได้สติ ให้ถอดเครื่องออกเลย”
หนังสือชื่อ “อย่าให้หมอฆ่าคุณ” เขียนโดย Kondo Makoto แปลโดย ชุติมน ยงมานิตชัย สำนักพิมพ์ Inspire Nanmeebooks Adult ในเครือนานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2558 232 หน้า ราคา 185 บาท มีจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป
------------------------------------------
Monday, February 9, 2015
ขึ้นรถเปิดแอร์ทันที อันตรายใกล้ตัว
คู่มือรถทุกคันจะบอกว่า เมื่อขึ้นรถแล้วให้ลดกระจกลงก่อนเปิดแอร์เพื่อถ่ายเทความร้อนในตัวรถออกไป
ทำไมถึงบอกอย่างนั้น?
ไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันมีคนตายด้วยมะเร็งมากขึ้น
เวลาขึ้นรถ อย่าเพิ่งรีบเปิดแอร์ทันที ให้ลดกระจกลงเพื่อให้ความร้อนระบายออกไป อย่างน้อยสัก 2-3 นาทีถึงค่อยเปิดแอร์ เพราะอุปกรณ์พลาสติกในรถ เมื่อโดนความร้อนสะสมในรถจะมีการปล่อยสารเบนซีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งออกมา มีผลต่อสุขภาพ กระดูก และลดปริมาณเม็ดเลือดขาว ในระยะยาวจะทำให้เป็นลิวคีเมีย และเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำให้หญิงตั้งครรภ์แท้งบุตรได้
ระดับสารเบนซีนในที่ร่มที่รับได้คือ 50 ม.ก. ต่อตารางฟุต
รถที่จอดในที่ร่มแต่ปิดหน้าต่าง จะมีสารเบนซีน 400-800 ม.ก. คือ 8 เท่าของระดับที่รับได้
แต่หากจอดรถกลางแจ้ง ที่มีอุณหภูมิ 60 องศาฟาเรนไฮต์ ระดับสารเบนซีนจะขึ้นไปถึง 2000-4000 ม.ก. คือ 40 เท่าของระดับที่รับได้
ใครที่ขึ้นรถแล้วไม่เปิดหน้าต่าง จะหายใจเอาสารพิษของเบนซีนเข้าไปจำนวนมาก ซึ่งจะทำลายตับ ไต และยากจะขับออก
บทความนี้ตบท้ายว่า เมื่อใครสักคนแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คุณ และคุณได้รับประโยชน์จากมัน คุณก็ต้องมีสำนึกที่ดีที่ต้องแบ่งปัน ต่อให้ผู้อื่นเช่นกัน
Wednesday, December 17, 2014
ความไม่เป็นโรค คือลาภอันประเสริฐ
คำไว้อาลัยงานพระราชทานเพลิงศพนายแพทย์ สุรพล รักทุม ท่านเป็นหมอ ทำงานรักษาคนไข้มาตลอดชีวิต เปิดคลีนิคของตัวเอง ร่วมธุรกิจกับพอล-ภัทรพล
เปิดบริษัทผลิตยา และลงทุนกับยุรนันท์ ภมรมนตรี(คงรู้จักดี)
เปิดคลีนิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษาให้เหล่าดารา ไปฉีดสเตมเซลล์เพื่อรักษาสุขภาพชลอความแก่ มีลูกค้าเป็นดารามากมาย และเงินทองก็มีมากเช่นกัน แต่กลับพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตพยายามรักษาตัวเองด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับที่เมืองนอก กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมันได้
ท่านเสียชีวิตในที่สุด ท่านฝากให้พวกเราทั้งหลายระลึกไว้ว่า
1.อย่าเอาแรงกดดัน มาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับทำร้ายร่างกาย
2.อย่าลืมว่าสุขภาพดี คือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร
3.อย่าเห็นชื่อเสียง และลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ชื่อเสียงลาภยศ เปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ
4.อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต
5.อย่าคิดว่าอุทิศให้แล้วจะต้องได้รับตอบแทนเสมอไป ให้อะไรกับใครอย่ารอให้เขาทดแทนบุญคุณ
6.อย่าคิดว่ารับราชการแล้วจะเหนือกว่าชาวบ้าน ถึงเวลาเกษียณก็ต้องเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม
7.อย่ามองข้ามคนที่มีบุญสัมพันธ์กับคุณ เมื่อคุณตกอับ คุณจึงจะรู้ว่าใครบ้างที่ไปจากคุณ และตอนนั้นคนรู้ใจยิ่งหายาก
8.อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ คนที่ส่งข้อความให้คุณเสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา
คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม?
เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้าย ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง
หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน
Tuesday, October 22, 2013
อันตรายจากชาเขียวเย็น
คนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด เรื่องจริงที่คนไทยไม่รู้...
ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จักกันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง
ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดของชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีประวัติการดื่มกันมาเป็นพันๆปี หลายคนจึงให้ความสำคัญจนกลายเป็นที่นิยม และมีการนำชาเขียวมาแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ลูกอม หมากฝรั่ง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวยความงามทั้งหลาย นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง แล้วยังพบว่าชาสามารถแก้ได้สารพัดโรค เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของร่างกาย ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ป้องกันตับจากสารพิษและโรคมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออกมาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่
แต่....คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย ทำให้คนญี่ปุ่นรุ้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่าชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันหากดื่มชาเขียวตอนที่เย็น แล้วกลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง
นอกจากนี้ ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่ายๆ และชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น ยิ่งเย็นยิ่งเห็นชัด นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่เดียว จะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุปหรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยวทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไป...........สยองไหมละ
ทราบกันอย่างนี้แล้ว คอชาเขียวทั้งหลายต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ได้แล้วนะคะว่า ดื่มชาร้อน ไม่ใส่นม ได้ประโยชน์สูงสุดค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่ชอบดื่มชาเขียวเย็นเป็นขวดๆที่มีขายมากมายในท้องตลาดนั้น น่าจะทราบแล้วว่าเราคงไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในชาเขียวเลย คงได้แค่เพียงพลังงานจากน้ำตาล ที่อาจมากเกินไป และสารเคมีที่ใช้ในการแต่งสี กลิ่น รส เพียงเท่านั้น
ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ยังไม่รวมอันตรายจากน้ำตาลอีกด้วย
You are what you eat จะเลือกทานอะไรให้ได้ประโยชน์ คิดก่อนเลือกทานกันนะคะ
Friday, September 13, 2013
ความรู้เรื่องมะเร็ง

1. ทุกๆ คนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆ หนึ่ง
3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก
4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆ นั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆ ในการดำรงชีวิต
5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
6. การทำคีโม คือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ
7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ
8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆ พบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก
9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆ นั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย
11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง
a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น นิวตร้าสวีต อีควล สปูนฟูล ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือ น้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ แบรก อมิโน หรือเกลือทะเลแทน
b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร
c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง
d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)
e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และชอกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง
12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น
13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น
14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป
15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต
16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง
นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ
Wednesday, June 20, 2012
การคีโมช่วยรักษามะเร็ง ได้จริงหรือ
ข้อมูลที่ได้จาก Facebook ของ MarketingGun หัวข้อ "เรื่องจริงที่ หมอ ไม่ได้บอก......(คีโม กับ คีโม กับ มะเร็ง)" ได้ให้ความรู้ในเรื่องของการทำคีโมรักษาโรคมะเร็ง เขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจ และเข้าใจง่าย น้ำใจเชื่อว่าหลายคนที่กำลังเป็นมะเร็งอยู่ หรือมีญาติ หรือคนรู้จัก ทุกข์ทรมานกับโรคร้ายนี้ และต้องตัดสินใจว่า จะผ่าตัดหรือทำคีโม ฆ่าเซลล์มะเร็งร้ายนี้ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่
การแพทย์ทางเลือก เช่นการใช้สมุนไพรรักษาโรค มันช่างดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่ทันใจเอาเสียเลย การแพทย์สมัยใหม่ ใช้ฉีดสารเคมีเข้าช่วย เพื่อฆ่าเนื้อร้าย (แต่เนื้อดีก็ตายไปด้วย) จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนตัดสินใจจะลองดู
หากเราบอกว่า แพทย์ทางเลือก สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง มีตัวอย่างให้เห็น ว่าช่วยได้ หายจริง ไร้ผลข้างเคียง
หากเราบอกว่า แพทย์สมัยใหม่ ที่ใช้เคมีบำบัด ที่ดูเหมือนว่า จะมีคนเป็นมะเร็ง รักษา "หาย" ได้ด้วยคีโม แต่ก็ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียง ที่มีมากมาย ดังบทความข้างล่างนี้
ลองอ่านดู บทความข้างล่างนี้ จะให้ข้อมูลที่เป็นสาระประโยชน์ เกี่ยวกับโรคมะเร็ง และการดูแลรักษาตัว ให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้อย่างง่ายๆ แล้วจึงค่อยตัดสินใจ ว่าท่านจะเลือกทางใด ชีวิตเป็นของท่าน ทางเลือกเป็นของท่าน ท่านต้องเลือกเอง และยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น
คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต
หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์
1. ทุกๆ คนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล(1,000,000,000 เซลล์ เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลล์มะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
2. เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆ หนึ่ง
3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลล์มะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก
4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆ ในการดำรงชีวิต
5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่อง หลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลล์ที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ
7. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆ พบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลล์เนื้องอก
8. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโม หรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆ นั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
9. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย
10. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัวอะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลล์มะเร็ง
ก. น้ำตาล คือ อาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลล์มะเร็ง สารทดแทนน้ำตาล อย่างเช่น "นิวตร้าสวีต" "อีควล" "สปูนฟูล" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวานซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า คือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น เกลือสำเร็จรูป ก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ "แบรก อมิโน" หรือ เกลือทะเล แทน
ข. นม เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลือง ชนิดไม่หวาน แทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ ได้รับอาหาร
ค. เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวก เนื้อ จะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทาน ปลา จะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทาน ไก่ แทนเนื้อและ หมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิต บางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง
ง. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืช จำพวกหัวเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อยจะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลล์ภายใน 1 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลล์ที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F (ประมาณ 4 องศา C)
จ. ให้หลีกเลี่ยง กาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมี คาเฟอีนสูง ชาเขียว ถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซิน และโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรดให้หลีกเลี่ยง
11. โปรตีนจากเนื้อ จะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น
12. ผนังของเซลล์มะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงด หรือ การรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลงจะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ มาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลล์มะเร็ง และช่วยให้ เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
13. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyti acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซลล์ หรือ กำหนดระยะเวลาการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการ กำจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป
14. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์ กับ จิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวก จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต
15. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้น ลงไปจนระดับเซลล์ การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลาย เซลล์มะเร็ง
( กรุณาช่วย Forward ไปยังบุคคลที่คุณรักและห่วงใย )
นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ
Wednesday, October 6, 2010
อันตรายจากชาเขียว
เรื่องจริงที่อยากให้คนไทยได้ไม่รู้.....ชาเขียวแช่เย็นอันตราย ...อย่าดื่มถ้าไม่อยากตายผ่อนส่ง
ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จักกันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออกมาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ
ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่
แต่....คนไทยส่วนใหญ่ นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น โดยไม่รู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย เพราะชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน หากไม่รู้วิธีดื่มที่ถูกต้อง ...
ชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็ต่อเมื่อมันยังร้อนอยู่เท่านั้น แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเย็นแล้ว ก็กลับจะทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระ ขับสารพิษออกจากร่างกายได้แล้ว ยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง นอกจากนี้ ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ เป็นต้น
เราสามารถทดสอบให้เห็นอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น (ยิ่งเย็นจัด ยิ่งเห็นชัด) นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้สักครู่ จะมีคราบไขมันลอยให้เห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยวทันที แล้วร่างกายเราล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไป
ดังนั้น คนญี่ปุ่นที่รู้เรื่องชาเขียวดี จึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาด กลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย ...เอวัง
Monday, August 30, 2010
ดื่มชาป้องกันมะเร็งรังไข่
นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน ของสหรัฐฯ สังเกตพบจากการศึกษากับผู้หญิง 2,000 คน ว่า สามารถหนีห่างโรคมะเร็งรังไข่ได้ร้อยละ 54 เพืียงการดื่มชาเขียวประจำวันละ 1-2 ถ้วย
ขณะที่สถาบันการแพทย์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ก็ศึกษาพบว่า สตรีที่ดื่มชาดำวันละอย่างต่ำ 2 ถ้วย จะลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่ ลงได้เกือบร้อยละ 50จากการศึกษาทั้งสองแห่ง ได้ยืนยันสรรพคุณของชาดำและชาเขียวในการป้องกันมะเร็ง นอกจากที่เคยสังเกตพบว่า ช่วยบำรุงหัวใจ สมองและลดปริมาณไขมันเลวในเลือดลงได้
Thursday, August 26, 2010
รักษามะเร็งไข่ด้วย "ขิง"
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาเชื่อว่าขิงสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งรังไข่ได้ สมทบโดยนักวิจัยจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่าขิงอาจเป็นรูปแบบใหม่ของยาในอนาคตหากได้รับการวิจัยอย่างจริงจัง
รีเบคก้า ลิว (Rebecca Liu) ผู้รายงานการวิจัยครั้งนี้ได้นำเสนอผลการทดลองใช้ขิงผงสำเร็จรูปที่วางขายในร้านทั่วไป ละลายในสาระลายแล้วทดสอบกับเซลล์มะเร็งรังไข่ พบว่าฤทธิ์ของขิงทำให้เซลล์มะเร็งรังไข่ตาย และความเผ็ดร้อนของขิงยังช่วยไม่ให้เซลล์ต่อต้านการรักษาอีกด้วย
การฆ่าเซลล์มะเร็งนั้นทำได้ 2 รูปแบบ คือวิธีการทำให้เซลล์ส่งสัญญาณมาทำลายตัวเอง (apoptosis) และวิธีการที่ทำให้เซลล์ทำลายตัวเอง (autophagy) การรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นขบวนการฆ่าเซลล์แบบ apoptosis ส่วนการทำงานของขิงนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบของ autophagy ซึ่งเป็นแนวทางที่คาดหมายว่าจะลดการดื้อต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง ในประเทศอังกฤษ ก็เคยพบว่าสารสกัดจากขิงสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลวิทยาศาสตร์ เฮนรี่ สควอครอฟท์ (Henry Scowcroft) กล่าวยืนยันผลการทดลองครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยทั้งสองท่านได้แสดงทัศนะว่า งานวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบประสิทธิภาพการทำงานของขิงเท่านั้น ยังคงต้องมีการค้นคว้าวิจัยอีกมาก ก่อนที่จะยืนยันผลการทดลอง และกว่าที่จะค้นหาสารออกฤทธิ์ในขิงเพื่อสกัดออกมาเป็นยา ยังคงต้องผ่านกระบวนการวิจัยอีกหลายขั้นตอน
ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของขิงในการฆ่ามะเร็งเช่นกัน โดยหวังว่าพืชพื้นเมืองอย่างขิง จะเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็งรังไข่ในอนาคต
ปัจจุบัน ขิง ได้รับการยอมรับว่าสามารถแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และป้องกันการเมารถ เมาเรือได้ มีการนำขิงบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกต่อการรับประทาน และใช้กินเพื่อป้องกันการเมารถ ยาจีนหลายขนานก็มีขิงเป็นส่วนประกอบ และคนจีนก็ได้ใช้ประโยชน์จากขิงมานับพันปีแล้ว
การแข่งขันด้านการวิจัยสรรพคุณของสมุนไพรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีสมุนไพรจำนวนมากและหลากหลาย หากได้มีการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อหาทางสกัดยาจากสมุนไพรโดยผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ โอกาสการค้นเจอทางออกจากโรคร้ายคงมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้
จาก นิตยสาร ใกล้หมอ ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือน มีนาคม 2550
Tuesday, August 24, 2010
‘ไอเย็น-ร้อน’ รักษามะเร็งหายได้
วงการแพทย์ทั่วโลกสุดตะลึง! เมื่อแพทย์จีนค้นพบหนทางใหม่รักษาโรคมะเร็ง ด้วยการฉีดไอเย็นสลับร้อนลงบนก้อนเนื้องอก จนฝ่อและตายไปในที่สุดคณะแพทย์, ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลฟูด้า (FUDA) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีนและของโลก จากมณฑลกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางมาเยี่ยมชมความสำเร็จของการรักษาโรคร้ายดังกล่าวถึงเมืองไทย หลังจากพบผู้ป่วยชาวไทยกว่า 50 คน เดินทางไปเข้ารับการรักษาถึงแดนมังกร ต่อมมาพบว่าเซลส์มะเร็งได้ฝ่อและสลายไปหมดแล้ว
ศ.นพ.ฉู เคเฉียง (Xu Kecheng) ผู้บริหารระดับสูง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 46 ปีของโรงพยาบาลฟูด้า กล่าวถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์ที่ล้ำสมัย อันเป็นแนวทางเฉพาะของโรงพยาบาลแห่งนี้ ว่า เป็นการผสมผสานในการรักษาด้วยการใช้ทฤษฎีใหม่ คือ ใช้ “ไอเย็นสลับร้อน” ด้วยการฉีด (Probe) “ก๊าซซีเรียม” เข้าไปยังก้อนเนื้อที่มีเซลส์มะเร็งเพื่อให้ความเย็นจัดเข้าไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลส์มะเร็ง จากนั้นก็ฉีด “ก๊าซอาร์กอน” ที่ให้ความร้อนสูงไปสลายก้อนเนื้อเซลส์มะเร็ง ทำสลับกันอย่างนี้ 2 ครั้ง โดยในเวลาประมาณ 20 นาที จะทำให้เซลส์มะเร็งฝ่อและสลายไปในที่สุด
ศ.นพ.ฉู เคเฉียง ระบุว่า "การรักษาโรคมะเร็งตามทฤษฎีนี้ ได้รับการยอมรับในวงกว้างไม่เฉพาะแต่ในเมืองจีนหรือในเอเชีย หากแต่คนในทวีปยุโรปและอเมริกาต่างก็ให้ความสนใจและติดต่อขอเข้ารับการรักษาโรคมะเร็จจากคณะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากเราเป็นจำนวนมาก สำหรับเมืองไทย 7 ปีก่อนหน้านี้ เคยมีเศรษฐีไทยวัย 80 ปี เป็นคนแรกที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้กับโรงพยาบาลฟูด้า หลังจากแพทย์ไทยระบุว่าไม่อาจรักษาให้ได้แล้ว นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เศรษฐีไทยคนนั้น ยังคงใช้ชีวิตปกติสุข จากนั้น คนไทยอีกหลายสิบคนก็เดินทางไปขอรับการรักษาจากเราเรื่อยมา"






