Showing posts with label ปวดหลัง. Show all posts
Showing posts with label ปวดหลัง. Show all posts

Tuesday, April 19, 2016

5 วิธีคลายอาการปวดหลัง ให้หายเป็นปลิดทิ้ง

การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานานๆ นั้นทำให้กล้ามเนื้อขาตึงและอาจจะทำให้ครึ่งล่างของหลังทนรับแรงกดมากเกินไป ทำให้ปวดหลังได้ คุณรู้ไหมว่าการเข้าฟิตเนสทั้งๆที่ปวดหลังอยู่นั้นเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บอยู่แล้วยิ่งปวดและอักเสบมากขึ้น โดยเฉพาะท่าออกกำลังกายแบบสควอซ การวิ่งจ๊อกกิ้งและยืดกล้ามเนื้อ

1. ท่าไขว้ขาเป็นเลข 4
ช่วยคลายอาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งนาน คลายกล้ามเนื้อที่ตึงและปวดเมื่อย
   (1) นอนราบลงกับพื้น ใช้ผ้าม้วนหรือพับมารองไว้ใต้ก้นกบ ยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย
   (2) ใช้ข้อเท้าข้างซ้ายพาดไปที่หัวเข่าด้านขวา ปล่อยขาซ้ายตามสบาย
   (3) ให้ขาที่พาดไว้อยู่ในท่าเดิม ค่อยๆดึงต้นเข้ามาจนเท้าซ้ายกับก้นข้างซ้ายตรงเป็นแนวเดียวกันตั้งฉากกับพื้น
   (4) มือขวาสอดระหว่างช่องขาทั้งสองข้างเข้ามาประกบกับมือซ้าย ประสานไว้ที่สะโพกด้านซ้าย พยายามให้ศีรษะติดพื้นดังเดิม
   (5) ค่อยๆยกสะโพกขึ้นแอ่นให้หลังช่วงใกล้สะโพกโค้งขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนซี่โครงด้านบนให้นาบอยู่กับพื้นเหมือนเดิม
   (6) หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ สลับขาข้างละ 30 วินาที

2. ยืดกล้ามเนื้อสะโพก
การนั่งเป็นเวลานาน  ขี่จักรยานหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสะโพกหรือเอวยึดตึง
   (1) ร่างกายฝั่งหนึ่งพิงผนังหรือกำแพงเอาไว้ เท้าขวาเหยียบไปด้านหลัง 1 ก้าว อย่าให้ข้อเท้าแตะพื้น ค่อยๆดึงสะโพกกลับมาด้านหน้าให้หลังตรง
   (2) แขนซ้ายวางไว้บนกำแพงหรือเก้าอี้ ยืดแขนขวาให้สูงเหนือศีรษะ
   (3) เอียงตัวไปทางซ้าย ให้ช่วงตัวและกล้ามเนื้อฝั่งขวาได้ยืด ค้างไว้ 30 วินาที แล้วค่อยเปลี่ยนข้างทำซ้ำเหมือนเดิม

3. สลับขา
ช่วยให้ช่วงหลังยืดหยุ่นมากขึ้นและผ่อนคลายร่างกาย ความยืดหยุ่นของหลังแสดงถึง
   (1) ทำท่าคลานบนแผ่นรองเล่นโยคะ โดยมือที่ยันพื้นต้องตรงกับไหล่ทั้งสองข้าง หัวเข่าตั้งตรงกับก้นให้ร่างกายขนานกับพื้น ยืดกระดูกสันหลังแอ่นสะโพกเล็กน้อย
     (2) หัวเข่าทั้งสองข้างอยู่บนพื้น ยกเท้าขวาขึ้นให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ววางลงที่ฝั่งซ้าย หันหัวไปทางไหล่ซ้ายมองไปด้านหลัง จะรู้สึกว่ากำลังยืดกล้ามเนื้อฝั่งขวาเบาๆ
     (3) หยุดสักครู่ แล้วย้ายเท้าขวากลับมาทางขวาดังเดิม มองผ่านไหล่ฝั่งขวา แล้วลองเปลี่ยนเท้าทำตามดังเดิม

4. การยืดน่องล่างและเอ็นขา
ร่างกายที่ปวดเมื่อยหรือเกร็ง จะมีการขยับร่างกายที่เป็นติดขัด ถ้าปล่อยเอาไว้นานๆ
   (1) นอนราบลงบนพื้น งอเข่าทั้งสองข้าง เท้าทั้งสองข้างนาบลงกับพื้น
    (2) ตูดติดพื้น หลังครึ่งล่างโก่งขึ้นเล็กน้อย ยกเท้าข้างซ้ายขึ้น ปล่อยตามสบาย ท่อนขาและลำตัวตั้งฉาก 90 องศา ถ้าไม่ปวดเมื่อยพยายามยืดเข่าให้ตรง เท้าตรงขนานกับพื้น
    (3) เมื่อทำท่านี้แม้ว่าจะตัวอ่อนขนาดไหน เท้าและร่างกายใจไม่ต่ำกว่า 90 นาที
    (4) ทำซ้ำ 6-8 ครั้ง ครั้งสุดท้ายให้เท้าซ้าย

5. ยืดเพื่อผ่อนคลาย
    สามารถรับมือกับความดันกระดูกสันหลังเมื่อนอนขดอยู่ในเก้าอี้ เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อยจากการนั่งเก้าอี้นาน ทับเส้นกระดูกสันหลัง
   (1) พับผ้าเช็ดตัววางบริเวณด้านหลังหน้าอก นอนราบ ตั้งเข่าขึ้นให้ต้นขากับน่องเป็นมุม 90  องศา เท้าราบกับพื้น
    (2) แขนนาบรำตัวหรือยืดขึ้นไปวางข้างศีรษะก็ได้ ข้อศอกไม่จำเป็นต้องตึง
    (3) หนีบขาให้ชิด ตูดและหลังช่วงล่างติดพื้น
    (4) ถ้าหากรู้สึกปวดคอให้หาหมอนหรือผ้าเช็ดตัวพับมารองไว้ที่ใต้คอ
    ปล่อยร่างกายตามสบายให้รู้สึกถึงการยืดเส้น หายใจเข้าออกลึกๆ ทำค้างไว้ประมาณ 1 นาที

ขอขอบคุณข้อมูล : liekr.com
ภาพ : First Physio

Saturday, January 16, 2016

ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน

การบรรยายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ  นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ  ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย เรื่อง "การดูแลสุขภาพ : 
ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน"

ในสภาวะปกติ กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้างและการทำลายเนื้อกระดูกพร้อม ๆ กันไปตลอดเวลา โดยที่อัตราการสร้างและการทำลายนี้จะมีพอ ๆ กัน จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่างจะมีการกระตุ้นให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นโดยที่การสร้างจะน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยให้กระดูกบางโดยเฉพาะในคนสูงอายุ จนท้ายสุดกระดูกนั้นจะหักและทรุดง่าย  จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง ประกอบด้วย กระดูกคอ ทรวงอก เอว แ ละ ก้นกบ เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้นมีลักษณะแอ่น(คอ)  โค้ง(ทรวงอก)  แอ่น(เอว)  โค้ง(ก้นกบ)  ตามลำดับ หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง
1. กระดูกคอ  เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา  จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง
2. กระดูกทรวงอก  เคลื่อนไหวก้มไม่ได้ ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา  จึงไม่ค่อยเสื่อม
3. กระดูกเอว  เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และ เงย

หมอนรองกระดูก 
มีลักษณะประกบกันเฉย ๆ โดยมีตัวยึด 4 จุด  ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ  ตรงกลางหมอนรองกระดูกเป็นศูนย์รวมประสาท  เส้นประสาทจะโผล่ออก มาตามข้อเพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อย ๆ ตามอายุ  ตลอดชีวิตจะสึก 4 ซม. ถือว่าปกติ เช่นสูง 170 พอแก่อายุ 70-80 ปี ความสูงลดลงเหลือ 166 ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ  แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1 ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุ  หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ  ตัวก็จะเตี้ยลง และมีพุงยื่น

เส้นประสาทคอ 
มี 8 คู่   ถ้าเกิดกระดูกคอเสื่อมจะเป็นต้นเหตุของอาการปวดตามที่ต่าง ๆ  โดยคู่ที่ 1 จะไปที่หัว  คู่ที่ 2 หลังหู กระบอกตา ขมับ   คู่ที่ 3 ต้นคอ   คู่ที่ 4 สะบัก   คู่ที่ 5 บ่าและไหล่   คู่ที่6 ต้นแขน   คู่ที่ 7 ปลายแขน   และคู่ที่ 8 มือ

เส้นประสาทเอว 
มี 5 คู่ คือ คู่ที่ 1 เอว   คู่ที่ 2 โคนขา   คู่ที่ 3 หัวเข่า   คู่ที่ 4 น่อง   และคู่ที่ 5 เท้า 

การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวัน
ท่านอน  ต้องเหมือนกับคนยืนตรง  เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอ  จงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว  หมอนที่ดีมีลักษณะตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา  หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้
นอนหงาย  การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่น  วิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนรองใต้โคนขา หลังจะแบบเรียบติดที่นอน
นอนตะแคง  เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง นอนตะแคงข้างใด ก็ได้โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง 
นอนคว่ำ  เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น กระดูกเอวและคอเสื่อม 

การลุกจากที่นอนและการลงนอน    ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรง ๆ เพราะหลังจะสึกมาก ควรปฏิบัติดังนี้
ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน   ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่  ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้นในขณะที ่ห้อยเท้าทั้ง 2 ข้าง ลงจากเตียง  ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้ โดยให้เท้าวางราบบนพื้น  ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้

การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ 
ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึก  ควรนั่งจะดีกว่า

การนั่ง 
ควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น  หลังพิงสนิทกับพนักพิง หลังจะตรง   เท้าวางบนพื้นเต็มเท้า
ส่วนสำคัญของเก้าอี้
- สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้                   
-  ที่นั่ง รองรับจากก้นถึงใต้เข่า                 
- พนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น                    

โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ

ท่านั่งคอมพิวเตอร์และพิมพ์ดีด
จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้าเหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดีระดับตา จะได้มองตรงๆได้ ระยะห่างประมาณ 2-3 ฟุต  มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะเพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่

ท่านั่งของผู้บริหาร 
เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหารจะเอนไปข้างหลังได้ จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูง
วิธีแก้ ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไปจนรองรับศรีษะได้ และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วย หรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่า เมื่อจะลุกจากที่นั่ง ให้เขยิบก้นออกมาครึ่งหนึ่ง  ก้าวเท้าออกไป มือยันที่ท้าวแขน แล้วลุกขึ้น

นั่งขับรถยนต์ 
เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก   หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา   ถ้าที่นั่งนุ่มและ นั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย   การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรง ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง  การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง

การดันหรือผลักรถ  ให้หันหลังใช้ก้นดัน

การฉุดลาก ให้หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก

ไอจาม  ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก  ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม

แปรงฟัน  ให้ยืนหรือนั่งแปรงฟัน  ห้ามก้มหลังแปรงฟัน

อาบน้ำ  ให้นั่งหรือยืนอาบน้ำ  โดยเวลาถูสบู่ที่ขาให้ยกขาขึ้นมาถูสบู่   ไม่ให้ก้มหลัง          

การยืนนาน ๆ  ควรมีตั่งรองเท้าสูงประมาณครึ่งน่อง เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง และช่วยพักขาเวลาเมื่อยและสามารถเปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้ 

ท่าบริหาร  เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูก เสื่อมเร็ว โดยมีหลักการคือทำอย่างไรให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่า ๆ กัน   และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว   ทำท่าละ 10 รอบ  ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย  มี 6 ท่า ดังนี้
1. กล้ามเนื้อหน้าท้อง
1.1  นอนหงาย  งอเข่า 2 ข้าง  มือสอดใต้คอ  ยกหัวนิดนึงพร้อมเหยียดขาตรง  นับ 1-5
1.2  นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง  มือสอดใต้คอ  ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ไขว่ห้างอยู่  นับ 1-5  ทำทั้งซ้ายและขวา
1.3  ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง  บิดสะโพก (ยักสะโพก)  นับ 1-5  ทำทั้ง 2 ข้าง
1.4  ขมิบก้น  นอนหงายกอดอก ขมิบก้น ให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5
2. กล้ามเนื้อหลัง  นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้เข่า  ดึงเข่าชิดหน้าอก  นับ 1-5 
3. กล้ามเนื้องอสะโพก  ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง  แต่งอเข่าข้างเดียว  นับ 1-5   ทำทั้ง 2 ข้าง
4. กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก  นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมา จนชิดพื้น นับ 1-5  ทำสลับกัน
5. กล้ามเนื้อโคนขา  นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง  นับ 1-5  ทำทั้ง 2 ข้าง
6. กล้ามเนื้อน่อง  ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5  ทำสลับข้าง

สรุปประเด็นสำคัญช่วงคำถามคำตอบ
ที่นอนที่ดีควรมีลักษณะเช่นไร 
ควรนุ่มพอควร เวลานอนไม่จมมาก จมแค่ 1-2 ซม.  ควรเป็นที่นอนที่ใช้ใยกากมะพร้าวจะดีที่สุดเพราะโปร่ง อากาศผ่านได้ 

เก้าอี้เหล็กไฟฟ้า ตัวละแสน  เป็นกระแสแม่เหล็ก
มีรังสีแม่เหล็ก เบต้า หรือแกรมม่า ทำให้เกิดมะเร็ง  ใช้นวดกล้ามเนื้อไม่ได้ผล เป็นการหลอกลวงสายไฟฟ้าแรงสูง  คนที่อยู่ใต้ไฟฟ้าแรงสูง ในรัศมี 60 เมตร มีสถิติเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูง  ต้องอยู่ห่างเกิน 100 เมตร ขึ้นไปจึงจะปลอดภัย

การเล่นกอล์ฟ 
การบาดเจ็บจะเกิดจากการไดร์ฟ 99%  อีก 1% บาดเจ็บจากสนาม  การไดร์ฟกอล์ฟปกติไม่มีปัญหากับกระดูกสันหลัง  แต่ถ้าไดร์ฟติดต่อกันโดยไม่หยุด เช่นมีเครื่องตั้งกอล์ฟ หรือบางรายตีโดนอิฐ ดิน ไหปลาร้าหักได้  คนที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทสามารถเล่นกอล์ฟได้โดยใส่เสื้อพิเศษป้องกัน  คนที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่ต้นคอโดยเอากระดูกเชิงกรานมาต่อ ข้อกระดูกคอจะหายไ ป 1 ข้อ และเชื่อมกระดูกแล้ว สามารถออกกำลังกายได้

การเสื่อมของกระดูก 
จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน   แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่าเพราะกินเวลาน้อย

โยคะ 
การฝึกโยคะมีผลดีต่อการฝึกลมหายใจและได้สมาธิ แต่ไม่ถือเป็นการออกกำลังกาย  และบางท่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงอันตรายต่อกระดูกเพราะเกินกว่าธรรมชาติ เช่น การทรงตัวบนพื้นด้วยศรีษะ การแอ่นหลัง ทำให้กระดูกหลังเสื่อมมาก       

ไท้เก๊ก 
เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ   อาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับ ชี่กง (คือการออกกำลังกายตามมโนภาพ เช่น วาดมโนภาพว่ายกของหนัก น้ำหนักเท่าไรก็ได้แล้วแต่จะนึก) โดยใช้คน 30 คน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลคือเหงื่อออกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นมาก  นอกจากนี้อาจารย์มีโครงการจะทำวิจัยกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเน้นผลในเรื่องหัวใจ ความดันโลหิต และชีพจร

เก้าอี้ไฟฟ้านวดทั้งตัว 
ไม่มีประโยชน์เสียเงินเปล่า เพราะนวดทั้งตัว แต่เราต้องการเฉพาะจุด  และ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แต่รักษาที่ปลายเหตุ  เช่นเดียวกับบริการของหมอนวด นวดวันนี้สบาย พรุ่งนี้ปวดอีกแล้ว  ควรรักษาที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

การดึงคอ 
คือการดึงเอ็นที่ยึดอยู่ให้ห่างออก  คนที่ข้อต่อกระดูกหลังยุบรักษาโดยการดึงคอได้  การ ดึงคอ มีข้อห้าม 3 กรณีคือ กระดูกหัก กระดูกเชื่อมต่อกันหมด หรือเป็นโรครูมาตอยด์ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญวินิจฉัยก่อนว่าไม่ได้เป็น 3 โรคที่กล่าว และควรกระทำโดยผู้ชำนาญการจึงจะปลอดภัย

จ็อกกิ้งและเต้นแอโรบิค 
เป็นการออกกำลังกายที่หนัก และมีผลต่อกระดูกมาก ทำให้ข้อเสื่อมได้ง่ายกว่าการเดิน ยกตัวอย่าง การเดิน น้ำหนักขาที่เราวางบนพื้นเท่ากับน้ำหนักขา เช่น ขาหนัก 10 กก. เวลาเดินจะเกิดแรงกระแทกเท่ากับ 10 กก.  แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักตัว 60 กก. วิ่ง 3 กม./ชม. ขณะวิ่งไปข้างหน้า 2 ขาจะลอยจากพื้นแรงกระแทกจะคูณ 3 เท่ากับ 180 กก. การวิ่งทำให้กระดูกเสื่อมมากกว่าการเดิน ถ้าอยากถนอมกระดูกและข้อให้เดินดีกว่า 
การวิ่งมีข้อดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง แต่มีข้อเสียคือขาพังเข่าพัง   ขณะวิ่งห้ามหยุดทันทีเพราะเลือดจะตกไปที่ขาทำให้หัวใจวายได้  แม้แต่บิดาแห่งจ็อคกิ้งก็ยังหัวใจวายคาที่ ดังนั้นในการออกกำลังกายต้องเลือกท่าบริหาร พื้นลู่วิ่งและรองเท้าที่เหมาะสม

การออกกำลังกาย 
ต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมกับตัวเรา  ในวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายโดยการวิ่งได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ๆ ต้องเปลี่ยนให้เบาลง เป็นว่ายน้ำ   เดิน  พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน หรือรำมวยจีนก็พอ ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพนั่งสมาธิ  ไม่จำเป็นต้องนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ 

นั่งอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิดีที่สุด
ควรนั่งเก้าอี้ดีที่สุด

การรักษาโดยหมอแผนโบราณ
ที่ดึงกระดูกปุ๊บแล้วเข้าที่   มีความเสี่ยงสูงและไม่มีใครรับรองผล  ที่ดึงแล้วหายก็มี  แต่ที่ดึงแล้วเป็นอัมพาต หรือกระดูกหักก็มี

ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า 
เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม 

นิ้ว 
ห้ามหักหรืองอ  ให้ดึงได้อย่างเดียวคือดึงตรงๆจะเกิดเสียงดังเป๊าะ ในข้อนิ้วจะลดแรงกดดันทำให้สบายขึ้น

การนั่งซักผ้านานๆ 
จะทำให้ปวดหลัง ควรนั่งเก้าอี้และวางกาละมังผ้าบนโต๊ะ หรือยืนซักจะทำให้ไม่ปวดหลัง

การหยิบของที่พื้น 
ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ  ถ้าของหนักให้ย่อเข่าแล้วหยิบของมาอุ้มไว้กับอกแล้วลุกขึ้น.   

Tuesday, June 23, 2015

นั่งไขว่ห้าง สาเหตุอาการปวดต่างๆ

นั่งไขว่ห้าง...นั่นแหละสาเหตุ

ใครปวดขา ปวดตัว แล้วคิดว่าสาเหตุเป็นเพราะนั่งทำงานหน้าคอมฯ อยากให้ลองเลิก 'นั่งไขว่ห้าง' แล้วดูว่าอาการปวดของคุณ ดีขึ้นหรือไม่

ใครที่บ่นปวดขา ปวดหลัง ปวดคอ และเชื่อว่าอาการปวดเหล่านั้น ล้วนเกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน คงจะต้องคิดทบทวนดูใหม่ เพราะแม้การนั่งหน้าคอมฯทั้งวันจะทำให้ปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่คุณลองถามตัวเองหรือยังว่า คุณนั่งไขว้ห้าง ตอนพิมพ์งาน หรือ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า...?

การนั่งไขว่ห้าง อาจเป็นท่านั่งสบายๆ สำหรับหลายคน ซึ่งจริงๆ แล้วการนั่งไขว่ห้าง คือ ท่านั่งที่ถ่ายน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ ดังนั้นระหว่างที่เรานั่งไขว่ห้าง เส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาทั้งสองจะถูกแรงของขาทั้งสองบีบเอาไว้ให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องสูบฉีดเลือดให้ร่างกายลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆให้ทั่วถึง

และนอกจากการนั่งไขว่ห้างจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย ตั้งแต่ปวดเมื่อยเล็กน้อยไปจนถึงโรคปวดเรื้อรังแล้ว ในบางรายยังมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดหลังลุกจากท่านั่งไขว่ห้างนานๆ หรือ อาจมีอาการปวดบวมที่ขาทั้งสองข้างด้วย

ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรนั่งในท่าที่ทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป หรือ หากจะนั่งไขว่ห้างก็ควรสลับเปลี่ยนด้านบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เป็นผลเสียต่อสุขภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก... VoiceTV

Monday, October 3, 2011

ท่าบริหารหลังการนวดแบบแพทย์แผนไทยประยุกต์

(โดย อาจารย์ ณรงค์สักข์  บุญรัตนหิรัญ)

ท่าบริหารคอ
1. นั่งบนเตียงหรือม้านั่ง
2. แขนข้างหนึ่งอยู่ข้างลำตัวชิดต้นขา งอข้อศอกเล็กน้อย พร้อมกับยึดตึงขอบม้านั่งไว้
3. แขนอีกข้างหนึ่งชูขึ้นเหนือศีรษะ โดยงอข้อศอกเป็นมุมฉาก พร้อมกับกำมือ
4. ออกแรงดึงมือตามข้อ 2 พร้อมกับกำมือตามข้อ 3 พร้อมกันประมาณ 1 อึดใจ แล้วคลายแขนและมือทั้ง 2 ข้าง

(ดูรูปประกอบ)

   - เลื่อนมือที่ยึดขอบม้านั่งให้ห่างออกจากตำแหน่งเดิมประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำเหมือนเดิม ตามข้อ 1
   - เลื่อนมือที่ยึดขอบม้านั่งออกไปอีกประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำเหมือนเดิม ตามข้อ 2
   - บริหารอีกข้างหนึ่ง ตามขั้นตอนข้อ 1, 2 และ 3

(ดูรูปประกอบ)

คำแนะนำ
1. ถ้าเอียงคอแล้วหูไม่ติดไหล่ หรือเมื่อเงยหน้าแล้วไม่เห็นเพดานเหนือหัว ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้
2. หลังจากทำท่าบริหารดังกล่าวแล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดแขนและคอ
3. ท่าบริหารนี้ ทำทุกวัน เช้า-เย็น ข้างละ 3 รอบ

 (ดูรูปประกอบ)

ท่าบริหารหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือ
มีท่าบริหาร 2 ท่า สำหรับใช้บริหารคู่กัน คือ
1. ท่าดึงแขน 3 จังหวะ
2. ท่าเท้าแขน 3 จังหวะ

วิธีบริหาร ท่าดึงแขน 3 จังหวะ
1. ผู้ป่วยนั่งบนเตียงหรือม้านั่ง ใช้มือข้างที่เจ็บบริหาร โดยดึงขอบม้านั่ง งอศอกเล็กน้อย ข้อมือตรง ออกแรงดึงนานประมาณ 1 อึดใจ แล้วคลายมือออกช้าๆ
2. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไปอีก 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 1
3. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไปอีก 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 2

(ดูรูปประกอบ)

วิธีบริหาร ท่าเท้าแขน 3 จังหวะ
1. ผู้ป่วยนั่งบนเตียงหรือม้านั่ง ใช้มือข้างที่เจ็บบริหาร โดยการเท้าลงบนม้านั่งให้แขนชิดลำตัว ข้อศอกเหยียดตรง แล้วโถมทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ฝ่ามือ
2. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไป 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 1
3. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไป 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 2

(ดูรูปประกอบ)

คำแนะนำ
1. ถ้าไม่สามารถเอามือเท้าเอวได้อย่างปกติ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้
2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิดดัด สลัดแขน ทำท่าบริหารดึงแขน 3 จังหวะ และเท้าแขน 3 จังหวะนี้ทุกวัน เช้า-เย็น

ท่าบริหารอาการปวดหลัง ปวกเข่า
วิธีบริหาร
1. ยืนกางขาให้ใกล้เคียงกับความกว้างของหัวไหล่ตัวเอง และหาที่ยึดเกาะให้มั่นคง

(ดูรูปประกอบ)

2. ค่อยๆ ย่อตัว ย่อก้นลง ให้ก้นถึงส้นเท้า โดยไม่เขย่งปลายเท้า

(ดูรูปประกอบ)

3. ทำท่าบริหารต่อจากข้อ 2 โดยค่อยๆ ยกตัวขึ้น โดยให้หัวเข่างอเป็นมุมฉาก ส้นเท้าติดพื้นนิ่งนาน 1 อึดใจ แล้วค่อยๆ หย่อนก้นลงเพื่อเตรียมพร้อมตามข้อ 2

(ดูรูปประกอบ)

คำแนะนำ
1. ถ้านั่งยองๆ ลงถึงพื้นไม้ไม่ได้ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้
2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดขา
3. ทำท่าบริหาร เช้า-เย็น ทุกวัน ครั้งละ 3 เที่ยว

ท่าบริหารอาการปวดหลัง ปวดขา และปวดข้อเท้า
วิธีบริหาร
1. ยืนตัวตรง หาที่ยึดเกาะให้มั่นคง

(ดูรูปประกอบ)

2. งอขาข้างที่ไม่เจ็บขึ้น ขาอีกข้างยืนเน้นข้อเข่าให้ตรง

(ดูรูปประกอบ)

3. เขย่งส้นเท้าขึ้นให้นานประมาณ 1 อึดใจ แล้ววางเท้าลง

(ดูรูปประกอบ)

คำแนะนำ
1. ถ้าเขย่งเท้าขึ้นไม่ได้ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้
2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดขา
3. ทำท่าบริหาร เช้า-เย็น ทุกวัน ครั้งละ 5 เที่ยว

ที่มา: คลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ