<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712</id><updated>2012-02-07T03:14:49.635-08:00</updated><category term='การรักษา'/><category term='ปวดหลัง'/><category term='กุ้ง'/><category term='โรคภูมิแพ้ที่ตา'/><category term='สิวที่คาง'/><category term='น้ำเต้าหู้'/><category term='ดวงตา'/><category term='เวทวอทเชอร์'/><category term='ยาพื้นบ้าน'/><category term='สิว'/><category term='สิวที่หน้าผาก'/><category term='โรคข้อเข่าเสื่อม'/><category term='วัยทอง'/><category term='เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ'/><category term='ความดันโลหิต'/><category term='ยาสมุนไพร'/><category term='แพทย์จีน'/><category term='มะเร็งรังไข่'/><category term='นมเปรี้ยว'/><category term='สมุนไพร'/><category term='โรคน้ำกัดเท้า'/><category term='โรคหัวใจ'/><category term='ฉีกั๋วลิ'/><category term='โรคออฟฟิศซินโดรม'/><category term='กายบริหารรักษาโรค'/><category term='ท่าออกกำลังกาย'/><category term='ลดไขมันในเลือด'/><category term='ซุปเห็ด'/><category term='ข้อเข่า'/><category term='โรคที่มากับน้ำ'/><category term='ลดน้ำหนักในเลือด'/><category term='อันตรายจากทานอาหารผิด'/><category term='weight watcher'/><category term='ลดไขมัน'/><category term='โรคจากคอมพิวเตอร์'/><category term='ประจำเดือน'/><category term='อาการปวดต่างๆ'/><category term='สวดมนต์'/><category term='ขิง'/><category term='ปิรามิดอาหาร'/><category term='ลดน้ำหนัก'/><category term='น้ำผึ้ง'/><category term='อันตรายจากคอมพิวเตอร์'/><category term='อาหารสุขภาพ'/><category term='ชาดำ'/><category term='สารหนู'/><category term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><category term='ชาเขียว'/><category term='อาหารขยะ'/><category term='ดอกชบา'/><category term='โรคไหลตาย'/><category term='นพ.เฉก ธนะสิริ'/><category term='มะเร็ง'/><category term='การดูแลสุขภาพ'/><category term='การดูแลลูกตา'/><category term='เก้าอี้ยืน'/><category term='จมูก'/><category term='น้ำมูก'/><title type='text'>101 เคล็ดลับสุขภาพดี</title><subtitle type='html'>ทำอย่างไรให้สุขภาพดี การออกกำลังกายช่วยเรื่องสุขภาพได้จริงหรือ การดูแลสุขภาพ นาฬิกาชีวิต ไม่อยากทานยาทำอย่างไรดี อ่านเคล็ดลับ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ที่นี่</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>33</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1933584076046973301</id><published>2011-10-18T22:55:00.000-07:00</published><updated>2011-10-18T22:55:51.164-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคน้ำกัดเท้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคที่มากับน้ำ'/><title type='text'>โรคที่มากับน้ำท่วม   “โรคน้ำกัดเท้า”</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-GKsdsNw7Geg/Tp5mWGckTJI/AAAAAAAAA9w/zwserehA5cQ/s1600/water-bite.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="199" src="http://2.bp.blogspot.com/-GKsdsNw7Geg/Tp5mWGckTJI/AAAAAAAAA9w/zwserehA5cQ/s320/water-bite.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ในขณะนี้ยังไม่มีท่าทีที่จะบรรเทาได้ น้ำยังคงหลากมาจากภาคเหนือ ไล่ลงมาจนนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ในประเทศในเขตรอบกรุงเทพฯ ก็จมกลายเป็นเมืองบาดาลไปหมดแล้ว ขณะนี้น้ำก็กำลังไหลเข้ากรุงเทพฯ แล้ว และระดับน้ำก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  คาดว่ากรุงเทพฯ ปี 2554 นี้ เห็นทีจะไม่พ้นน้ำท่วมง่ายๆ แน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์ตอนนี้ เราคงทำอะไรมากไม่ได้ รัฐบาลก็ไร้ประสิทธิภาพ มีแต่ภาพประชาชนและท้องถิ่นเท่านั้น ที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันไป  ส่วนในส่วนตัวบุคคล เราก็คงจะต้องระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่จะมาจากน้ำ โรคหนึ่งที่ฮิตก็คงไม่พ้น “โรคน้ำกัดเท้า” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้จึงขอนำบทความเรื่อง “โรคน้ำกัดเท้า” จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา มาเสนอให้ผู้อ่านบล็อกทุกท่านได้ทราบ เพื่อจะได้มีความรู้ที่ถูกต้อง และหาทางป้องกัน รักษาได้ทันสถานการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: large;"&gt;โรคน้ำกัดเท้า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;โรคน้ำกัดเท้า&lt;/b&gt; เกิดจากการเดินย่ำน้ำเป็นประจำ  และเมื่อเท้าแช่ในน้ำนานๆ หรือเท้ามีความชื้น    ทำให้ติดเชื้อโรค ซึ่งปะปนอยู่ในน้ำสกปรก  จนเกิดอาการเท้าเปื่อย ลอก แดง คันและแสบ ซึ่งเรียกว่ากันว่าเป็นโรคน้ำกัดเท้า  ซึ่งในระยะแรกเป็นแค่ผิวแดงลอกจากการ     ระคายเคือง  ในระยะนี้  ผิวหนังยังไม่มีเชื้อรา  การรักษาจึง ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น   และระยะต่อมาเมื่อผิวหนังลอก เปื่อยเป็นแผลและชื้นอยู่นาน แล้วไปสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่อยู่ในน้ำอีก จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรีย  ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง เป็นหนองและปวด ต้องให้การรักษาโดยการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับการชะล้างบริเวณแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำด่างทับทิม แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้อาจจะมีการติดเชื้อราได้ โรคเชื้อราที่ซอกเท้าอาจเกิดขึ้นหลังจากน้ำกัดเท้าอยู่บ่อยๆ เป็นเวลานาน เชื้อราจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในผิวหนัง เมื่อเป็นเชื้อราแล้วจะหายยาก ถึงแม้จะใช้ยาทาจนดูเหมือนหายดี แต่มักจะมีเชื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นเมื่อใด ก็จะเกิดเชื้อราลุกลามขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดอาการเป็นๆ หายๆ เป็นประจำ ไม่หายขาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;การรักษา&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีที่เป็นโรคน้ำกัดเท้าระยะที่มีอาการเท้าเปื่อย ลอก แดง คันและแสบ การรักษาในระยะนี้ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ  ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น   หรืออาจจะใช้ยารักษากลากเกลื้อน ของยาชุดสามัญประจำบ้าน  ใช้ทาวันละ 3 ครั้ง จนกว่าจะหาย  โดยก่อนทายาให้ล้างเท้าให้สะอาดและใช้ผ้าเช็ดให้แห้งเสียก่อน   แต่หากมีการอักเสบอย่างรุนแรง และเรื้อรัง ทายาไม่ได้ผล อาจต้องพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับไต และควรรักษาอย่างต่อ เนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่าจะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมด มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: large;"&gt;การป้องกัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจำเป็นต้องย่ำน้ำควรใส่รองเท้าบู๊ท หรือถ้าไม่ใส่ควรทาขี้ผึ้งวาสลินให้ทั่วเท้า ทั้งนิ้วเท้าและง่ามนิ้วด้วย เมื่อเลิกย่ำน้ำควรรีบถอดรองเท้า แล้วเช็ดขี้ผึ้งออกให้หมดและล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดทันที  หลังจากนั้นซับและผึ่งเท้าให้แห้ง  หรือ  ถ้าจำเป็นต้องย่ำน้ำโดยไม่ได้ใส่รองเท้าบู๊ท  หลังจากย่ำน้ำแล้วควรรีบล้างเท้าทำความสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า หากเท้ามี บาดแผล ควรชะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ก็จะช่วยป้องกันโรคน้ำกัดเท้าได้ สำหรับการดูแลป้องกันโรคเชื้อราที่เท้าไม่ให้กลับเป็นซ้ำอีก โดย การรักษาความสะอาดให้เท้าแห้งอยู่เสมอ ล้างน้ำฟอกสบู่ และเช็ดเท้าให้แห้ง และให้ความสนใจเป็นพิเศษที่บริเวณซอกนิ้วเท้า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความปรารถนาดีจาก&lt;br /&gt;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา  &lt;br /&gt;ฝ่ายสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์   &lt;br /&gt;โทร. 0-7432 –6091 ต่อ 205 และ0-7431 –3292&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1933584076046973301?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1933584076046973301/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1933584076046973301'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1933584076046973301'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_18.html' title='โรคที่มากับน้ำท่วม   “โรคน้ำกัดเท้า”'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-GKsdsNw7Geg/Tp5mWGckTJI/AAAAAAAAA9w/zwserehA5cQ/s72-c/water-bite.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6523857603050659570</id><published>2011-10-05T10:32:00.000-07:00</published><updated>2011-10-05T10:32:00.332-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคไหลตาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อันตรายจากคอมพิวเตอร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคจากคอมพิวเตอร์'/><title type='text'>เล่นคอมพิวเตอร์มาก ระวังเป็นไหลตาย</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-n68vG-NqznQ/ToihnfpsAbI/AAAAAAAAA2o/7BHiKAvIQrA/s1600/Computer-danger.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/-n68vG-NqznQ/ToihnfpsAbI/AAAAAAAAA2o/7BHiKAvIQrA/s320/Computer-danger.jpg" width="311" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;แต่ก่อนนี้เมื่อเอ่ยถึง "&lt;b&gt;โรคไหลตาย&lt;/b&gt;" หลาย ๆ คนต้องนึกถึงอาการที่คนเรานอนหลับแล้วตายไปเสียเฉย ๆ ซึ่งนั้นก็ถูก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะพบว่าคนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นพวกใช้แรงงานมาก ๆ ทำงานหนัก ๆ กินอาหารมื้อหนัก ๆ หรือดื่มแอลกอฮอร์แบบไม่บันยะบันยัง แต่ปัจจุบันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคไหลตายนั้นพบว่าสามารถเกิดขึ้นกับเหล่านักเลงคีย์บอร์ดและเซียนเก็บ Level ต่าง ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งคนที่เข้าข่ายซุ่มเสี่ยงนั้นได้แก่ คนที่อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยอาจจะมัวแต่เล่นเกมส์ไม่ยอมหลับยอมนอน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทานอาหารไม่เป็นเวลา และขาดสารอาหารหรือวิตามินบางตัวในที่สุด บางคนอาจจะมีโรคโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมด้วย เป็นพวกลืมวันเวลา สายตาจดจ้องอยู่แต่กับตัวหนังสือที่หน้าจอ หรือ ที่ตัวเกมส์มากกว่าดูวันเวลาที่มุมล่างขวา และท้ายที่สุดคือมีอาการเสพติดคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าติดคอมพิวเตอร์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ก็เมื่อคุณมีอาการผลัดเวลา ประเภท น่า ..... เล่นอีกสิบนาที จากเดิมที่อีกสิบนาที 4 ทุ่ม กลายเป็นเลิกอีกสิบนาทีตีสี่อันนี้ถือว่าเข้าข่าย หรือ เป็นพวก กระวนกระจาย ทำอะไรก็หงุดหงิด ทุกสิ่งทุกอย่างดูขัดตาไปเสียหมด เมื่อคุณไม่เล่นคอมพิวเตอร์เพียงแค่วันเดียว และโลกแทบถล่มหากคุณรู้ว่าโมเด็มเสีย อันนี้เข้าข่ายแล้วนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;วิธีแก้ไขง่าย ๆ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; จำกัดเวลาในการใช้ซะ หากคุณควบคุมตวเองได้ก็ดีไป แต่หากคิดว่าไม่ได้แน่ ๆ ลองให้คนอื่นเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องหรือคนใกล้ชิด ยิ่งผู้ปกครองทั้งหลายละเลยไม่ได้เลยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; ใช้ไฮสปีด อินเตอร์เนตซะ เพราะว่าจะได้ประหยัดเวลากว่าแบบ ไดออล ส่วนใหญ่คนที่เล่นแบบไดออลแล้วเข้าข่ายติดอินเตอร์เนตมักจะบอกว่า เนตช้าเล่นยังไม่ถึงใจเลย ขอเล่นต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน เป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายนั้นถือเป็นยาวิเศษแก้ คนติดอินเตอร์เนต ทำคนให้เป็นคน (เอ๊ะ ... คุ้น ๆ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; ทานอาหารให้ตรงเวลาและทานแต่ของที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; หมั่นไปตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- - - &amp;gt; จัดชีวิตให้พอดี พยายามอย่ายึดติดกับโลกไซเบอร์เกินควร และควรให้ความสำคัญกับโลกความเป็นจริงให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องรู้จักหักห้ามใจตัวเองนะคะ ส่วนใครที่มีลูกมีหลานก็อย่าละเลยปล่อยให้คอมพิวเตอร์เลี้ยงเด็ก ๆ เพราะว่าพวกเขายังเด็กเกินกว่าที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำตามอะไรควรหลีกเลี่ยงค่ะ ถ้าบ้านไหนให้ลูกเล่นอินเตอร์เนตที่บ้านควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่ ๆ ทุก ๆ คนในบ้านสามารถเดินผ่านไปมาได้ จะได้ช่วยกันสอดส่องได้ทั่วถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือหากให้ไปเล่นตามร้านต้องคอยจับเวลา หากเขาไม่กลับมาตามเวลาที่กำหนดต้องไปตามทุกครั้งอย่าคิดว่าอีกเดี๋ยวก็กลับนะคะ ไม่อย่างนั้นเขาจะชินจนกลายเป็นไม่กลับบ้านไปเลยได้นะคะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6523857603050659570?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6523857603050659570/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_05.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6523857603050659570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6523857603050659570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_05.html' title='เล่นคอมพิวเตอร์มาก ระวังเป็นไหลตาย'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-n68vG-NqznQ/ToihnfpsAbI/AAAAAAAAA2o/7BHiKAvIQrA/s72-c/Computer-danger.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-584942849477184963</id><published>2011-10-04T10:16:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T10:16:00.768-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลลูกตา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคออฟฟิศซินโดรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคจากคอมพิวเตอร์'/><title type='text'>วิธีดูแลตัวเองจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-e0Lc-cP6xJE/Toie6yt0YJI/AAAAAAAAA2k/FChG-asEAAo/s1600/healthy-food.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-e0Lc-cP6xJE/Toie6yt0YJI/AAAAAAAAA2k/FChG-asEAAo/s320/healthy-food.jpg" width="311" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;เคยนับดูเล่นๆ ไหมคะว่า วันหนึ่งๆ เราต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละกี่ชั่วโมง เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานหญิงของออฟฟิศแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน นิยมสวมหน้ากากกันทั่วออฟฟิศ เพราะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 4-5 ชั่วโมง สำหรับคนทำงานอย่างเราๆ ฟังแล้วก็ได้เวลาสังเกตตัวเองแล้วว่า มีปัญหาสุขภาพบ้างหรือเปล่า ลองมาเช็คอาการ พร้อมกับดูอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกันเลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-ควรรับประทานบร็อกโคลี่ ปลากินทั้งกระดูก เพราะมีแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท และต่อการเกร็งคลายกล้ามเนื้อ และควรรับประทาน ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน จมูกข้าวสาลี ที่มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ตาอ่อนล้า ตาพร่ามัว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-ควรรับประทาน คะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีแซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของศูนย์จอตา ลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อมตาได้ นอกจากนี้ควรรับประทาน แครอท ผักปวยเล้ง ฟักทอง เพราะมี เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;มีปัญหาผิวหน้า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;ที่มา ชีวจิต&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-584942849477184963?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/584942849477184963/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_04.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/584942849477184963'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/584942849477184963'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_04.html' title='วิธีดูแลตัวเองจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-e0Lc-cP6xJE/Toie6yt0YJI/AAAAAAAAA2k/FChG-asEAAo/s72-c/healthy-food.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-2897794175156512121</id><published>2011-10-03T09:58:00.000-07:00</published><updated>2011-10-03T09:58:00.950-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลลูกตา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคออฟฟิศซินโดรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคจากคอมพิวเตอร์'/><title type='text'>เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Jo0fv2_1w-o/Toiak-AMQ5I/AAAAAAAAA2g/jgKZTUhQRio/s1600/eyes-care.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-Jo0fv2_1w-o/Toiak-AMQ5I/AAAAAAAAA2g/jgKZTUhQRio/s320/eyes-care.jpg" width="311" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white; font-family: 'Lucida Grande', Tahoma, Helvetica, sans-serif; font-size: 16px; line-height: 20px;"&gt;สำหรับคนที่วันๆ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศรีษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white; font-family: 'Lucida Grande', Tahoma, Helvetica, sans-serif; font-size: 16px; line-height: 20px;"&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: green; text-decoration: underline;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: navy;"&gt;เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green;"&gt; 1.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;กระพริบตาให้ถี่ขึ้น&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green;"&gt; 2.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;ให้ บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green;"&gt; 3.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;ปรับความสว่างของห้อง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;4.&amp;nbsp;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษร ได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.&amp;nbsp;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;6.&amp;nbsp;&lt;span style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: green; font-family: 'Lucida Grande', Tahoma, Helvetica, sans-serif; font-size: 16px; line-height: 20px;"&gt;&lt;span style="background-color: white; color: black;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white; font-family: 'Lucida Grande', Tahoma, Helvetica, sans-serif; font-size: 16px; line-height: 20px;"&gt;ที่มา Fwd Mail&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-2897794175156512121?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/2897794175156512121/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_03.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2897794175156512121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2897794175156512121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post_03.html' title='เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-Jo0fv2_1w-o/Toiak-AMQ5I/AAAAAAAAA2g/jgKZTUhQRio/s72-c/eyes-care.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1299648807810450550</id><published>2011-10-03T03:04:00.000-07:00</published><updated>2011-10-03T03:04:30.061-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปวดหลัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายบริหารรักษาโรค'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการปวดต่างๆ'/><title type='text'>ท่าบริหารหลังการนวดแบบแพทย์แผนไทยประยุกต์</title><content type='html'>(โดย อาจารย์ ณรงค์สักข์ &amp;nbsp;บุญรัตนหิรัญ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ท่าบริหารคอ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. นั่งบนเตียงหรือม้านั่ง&lt;br /&gt;2. แขนข้างหนึ่งอยู่ข้างลำตัวชิดต้นขา งอข้อศอกเล็กน้อย พร้อมกับยึดตึงขอบม้านั่งไว้&lt;br /&gt;3. แขนอีกข้างหนึ่งชูขึ้นเหนือศีรษะ โดยงอข้อศอกเป็นมุมฉาก พร้อมกับกำมือ&lt;br /&gt;4. ออกแรงดึงมือตามข้อ 2 พร้อมกับกำมือตามข้อ 3 พร้อมกันประมาณ 1 อึดใจ แล้วคลายแขนและมือทั้ง 2 ข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-cj9UDyaG7_E/TomD8mpy3sI/AAAAAAAAA28/cm6NLq6znUY/s1600/exer1_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="93" src="http://3.bp.blogspot.com/-cj9UDyaG7_E/TomD8mpy3sI/AAAAAAAAA28/cm6NLq6znUY/s200/exer1_1.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- เลื่อนมือที่ยึดขอบม้านั่งให้ห่างออกจากตำแหน่งเดิมประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำเหมือนเดิม ตามข้อ 1&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- เลื่อนมือที่ยึดขอบม้านั่งออกไปอีกประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำเหมือนเดิม ตามข้อ 2&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- บริหารอีกข้างหนึ่ง ตามขั้นตอนข้อ 1, 2 และ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-b9Ea8UjAlVg/TomD9CjF3lI/AAAAAAAAA3A/lvbODBlmpcE/s1600/exer1_2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="133" src="http://2.bp.blogspot.com/-b9Ea8UjAlVg/TomD9CjF3lI/AAAAAAAAA3A/lvbODBlmpcE/s200/exer1_2.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;คำแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ถ้าเอียงคอแล้วหูไม่ติดไหล่ หรือเมื่อเงยหน้าแล้วไม่เห็นเพดานเหนือหัว ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;2. หลังจากทำท่าบริหารดังกล่าวแล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดแขนและคอ&lt;br /&gt;3. ท่าบริหารนี้ ทำทุกวัน เช้า-เย็น ข้างละ 3 รอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&amp;nbsp;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-ZTYfo6_G3Rk/TomEAFKPH5I/AAAAAAAAA3E/6-Id2A5cqg4/s1600/exer2.JPG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/-ZTYfo6_G3Rk/TomEAFKPH5I/AAAAAAAAA3E/6-Id2A5cqg4/s200/exer2.JPG" width="191" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ท่าบริหารหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;มีท่าบริหาร 2 ท่า สำหรับใช้บริหารคู่กัน คือ&lt;br /&gt;1. ท่าดึงแขน 3 จังหวะ&lt;br /&gt;2. ท่าเท้าแขน 3 จังหวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #0b5394;"&gt;&lt;b&gt;วิธีบริหาร ท่าดึงแขน 3 จังหวะ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ผู้ป่วยนั่งบนเตียงหรือม้านั่ง ใช้มือข้างที่เจ็บบริหาร โดยดึงขอบม้านั่ง งอศอกเล็กน้อย ข้อมือตรง ออกแรงดึงนานประมาณ 1 อึดใจ แล้วคลายมือออกช้าๆ&lt;br /&gt;2. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไปอีก 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 1&lt;br /&gt;3. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไปอีก 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-SjtVdxZ9Y94/TomEF1pQOEI/AAAAAAAAA3U/l6tsr2GvOdo/s1600/exer3_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="133" src="http://1.bp.blogspot.com/-SjtVdxZ9Y94/TomEF1pQOEI/AAAAAAAAA3U/l6tsr2GvOdo/s200/exer3_1.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #0b5394;"&gt;&lt;b&gt;วิธีบริหาร ท่าเท้าแขน 3 จังหวะ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ผู้ป่วยนั่งบนเตียงหรือม้านั่ง ใช้มือข้างที่เจ็บบริหาร โดยการเท้าลงบนม้านั่งให้แขนชิดลำตัว ข้อศอกเหยียดตรง แล้วโถมทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ฝ่ามือ&lt;br /&gt;2. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไป 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 1&lt;br /&gt;3. เลื่อนมือที่เท้าแขนให้ห่างออกไป 1 ฝ่ามือ แล้วทำซ้ำตามข้อ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-QKxj_4M5nY4/TomEGZEiXOI/AAAAAAAAA3Y/uLV-hec8R2Y/s1600/exer3_2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="130" src="http://1.bp.blogspot.com/-QKxj_4M5nY4/TomEGZEiXOI/AAAAAAAAA3Y/uLV-hec8R2Y/s200/exer3_2.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;คำแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;1. ถ้าไม่สามารถเอามือเท้าเอวได้อย่างปกติ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิดดัด สลัดแขน ทำท่าบริหารดึงแขน 3 จังหวะ และเท้าแขน 3 จังหวะนี้ทุกวัน เช้า-เย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ท่าบริหารอาการปวดหลัง ปวกเข่า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #0b5394;"&gt;วิธีบริหาร&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ยืนกางขาให้ใกล้เคียงกับความกว้างของหัวไหล่ตัวเอง และหาที่ยึดเกาะให้มั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-4LB1D0PaL-o/TomELDGHxOI/AAAAAAAAA3g/57nn9xmG41Q/s1600/exer4_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://3.bp.blogspot.com/-4LB1D0PaL-o/TomELDGHxOI/AAAAAAAAA3g/57nn9xmG41Q/s200/exer4_1.jpg" width="168" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2. ค่อยๆ ย่อตัว ย่อก้นลง ให้ก้นถึงส้นเท้า โดยไม่เขย่งปลายเท้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-MCkEwKfbNzQ/TomELk5_NjI/AAAAAAAAA3k/xwLoF-7ENaY/s1600/exer4_2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="138" src="http://2.bp.blogspot.com/-MCkEwKfbNzQ/TomELk5_NjI/AAAAAAAAA3k/xwLoF-7ENaY/s200/exer4_2.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. ทำท่าบริหารต่อจากข้อ 2 โดยค่อยๆ ยกตัวขึ้น โดยให้หัวเข่างอเป็นมุมฉาก ส้นเท้าติดพื้นนิ่งนาน 1 อึดใจ แล้วค่อยๆ หย่อนก้นลงเพื่อเตรียมพร้อมตามข้อ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-9iD93QcwDhQ/TomEMECe6_I/AAAAAAAAA3o/Hk7Lu9phpw8/s1600/exer4_3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="187" src="http://3.bp.blogspot.com/-9iD93QcwDhQ/TomEMECe6_I/AAAAAAAAA3o/Hk7Lu9phpw8/s200/exer4_3.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;คำแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ถ้านั่งยองๆ ลงถึงพื้นไม้ไม่ได้ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดขา&lt;br /&gt;3. ทำท่าบริหาร เช้า-เย็น ทุกวัน ครั้งละ 3 เที่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ท่าบริหารอาการปวดหลัง ปวดขา และปวดข้อเท้า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #0b5394;"&gt;วิธีบริหาร&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ยืนตัวตรง หาที่ยึดเกาะให้มั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Ow9DWxhnFms/TomEO4w4qAI/AAAAAAAAA3w/pa8ZYlTMIDc/s1600/exer5_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://2.bp.blogspot.com/-Ow9DWxhnFms/TomEO4w4qAI/AAAAAAAAA3w/pa8ZYlTMIDc/s200/exer5_1.jpg" width="130" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2. งอขาข้างที่ไม่เจ็บขึ้น ขาอีกข้างยืนเน้นข้อเข่าให้ตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-6g06dFXxMe4/TomEPYSUZ0I/AAAAAAAAA30/j8fbaXVcvUM/s1600/exer5_2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://3.bp.blogspot.com/-6g06dFXxMe4/TomEPYSUZ0I/AAAAAAAAA30/j8fbaXVcvUM/s200/exer5_2.jpg" width="126" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. เขย่งส้นเท้าขึ้นให้นานประมาณ 1 อึดใจ แล้ววางเท้าลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;(ดูรูปประกอบ)&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-P5pv_b1zPok/TomEP6TpXOI/AAAAAAAAA34/Ez3xQDv3PRc/s1600/exer5_3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://2.bp.blogspot.com/-P5pv_b1zPok/TomEP6TpXOI/AAAAAAAAA34/Ez3xQDv3PRc/s200/exer5_3.jpg" width="125" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: magenta;"&gt;คำแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;1. ถ้าเขย่งเท้าขึ้นไม่ได้ ไม่แนะนำให้ทำท่าบริหารนี้ อาจเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;2. หลังจากทำท่าบริหารนี้แล้ว ห้ามทำการบิด ดัด สลัดขา&lt;br /&gt;3. ทำท่าบริหาร เช้า-เย็น ทุกวัน ครั้งละ 5 เที่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white; color: #666666; font-size: x-small;"&gt;ที่มา: คลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1299648807810450550?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1299648807810450550/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1299648807810450550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1299648807810450550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='ท่าบริหารหลังการนวดแบบแพทย์แผนไทยประยุกต์'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-cj9UDyaG7_E/TomD8mpy3sI/AAAAAAAAA28/cm6NLq6znUY/s72-c/exer1_1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1873425372392143001</id><published>2011-07-11T09:17:00.000-07:00</published><updated>2011-08-07T12:09:46.914-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิวที่คาง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิวที่หน้าผาก'/><title type='text'>สิว แก้ได้ถ้ารู้สาเหตุ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-y0EKiHzKLTY/Tj7i8niHaeI/AAAAAAAAAws/tYPaHzhcg4o/s1600/acne_face.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/-y0EKiHzKLTY/Tj7i8niHaeI/AAAAAAAAAws/tYPaHzhcg4o/s1600/acne_face.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;สิว ใครคิดว่าไม่สำคัญ ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เสียเงินหลายพันบาท เดินเข้าออกคลินิกรักษาสิว ตอนที่กินยารักษาสิวอยู่ สิวก็ไม่มากวนใจ &amp;nbsp;แต่พอเวลาผ่านไป นึกว่าสิวหายแล้ว จึงไม่ได้กินยาต่อ แต่แล้วก็เป็นสิวอีกจนได้ ทั้งๆ ที่ทำความสะอาดหน้าเป็นอย่างดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมเรายังเป็นสิวอีก?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบ คือ เพราะสิวนั้นเกิดมาจากอาการป่วยของร่างกายเรานั่นเอง &amp;nbsp;โดยตำแหน่งของสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้า จะสามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพของเราได้ &amp;nbsp;สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สิวบริเวณคาง &lt;/b&gt;หมายถึง กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กของคุณกำลังมีปัญหา อันเกิดจากการรัปทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สิวบริเวณแก้มส่วนล่าง&lt;/b&gt; หมายถึง คุณมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน อันอาจเกิดจากการสูบบุหรีจัด เป็นโรคภูมิแพ้ หรือเป็นไข้หวัดเรื้อรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สิวบริเวณแก้มส่วนบน&lt;/b&gt; หมายถึง คุณมีปัญหาเกี่ยวกับไซนัสและปอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สิวบริเวณหน้าผาก&lt;/b&gt; หมายถึง ระบบย่อยอาหารและกระเพาะปัสสาวะของคุณกำลังมีปัญหา ควรดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทราบแล้วก็แก้ปัญหาให้ตรงจุดนะคะ &amp;nbsp;ทีนี้ปัญหาสิวก็จะไม่มากวนใจเราได้อีกอย่างแน่นอน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1873425372392143001?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1873425372392143001/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/07/blog-post_11.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1873425372392143001'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1873425372392143001'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/07/blog-post_11.html' title='สิว แก้ได้ถ้ารู้สาเหตุ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-y0EKiHzKLTY/Tj7i8niHaeI/AAAAAAAAAws/tYPaHzhcg4o/s72-c/acne_face.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-8384451780358601296</id><published>2011-07-11T08:48:00.000-07:00</published><updated>2011-07-11T08:48:25.435-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประจำเดือน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกชบา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความดันโลหิต'/><title type='text'>ชาดอกชบา รักษาโรค</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-9NC18OOv4rU/ThsaDahjoPI/AAAAAAAAArI/bI3M76VDcjo/s1600/shoe_flower.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://2.bp.blogspot.com/-9NC18OOv4rU/ThsaDahjoPI/AAAAAAAAArI/bI3M76VDcjo/s320/shoe_flower.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าดอกไม้สวยๆ สีแดงสดอย่างดอกชบา นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างมากมายอีกด้วย &amp;nbsp;มีงานวิจัยพบว่า ดอกชบานั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยลดการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือด &lt;b&gt;&amp;nbsp;การดื่มน้ำชาดอกชบาวันละ 3 ถ้วย ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ &amp;nbsp;จะช่วยลดความดันโลหิตได้&lt;/b&gt; &amp;nbsp;นอกจากนี้ดอกชบายังมีสรรพคุณช่วยแก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติได้อีกด้วยค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-8384451780358601296?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/8384451780358601296/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8384451780358601296'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8384451780358601296'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='ชาดอกชบา รักษาโรค'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-9NC18OOv4rU/ThsaDahjoPI/AAAAAAAAArI/bI3M76VDcjo/s72-c/shoe_flower.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-5913137285712683803</id><published>2011-03-05T22:06:00.000-08:00</published><updated>2011-03-05T22:10:30.836-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารหนู'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กุ้ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อันตรายจากทานอาหารผิด'/><title type='text'>อันตรายจากการกินกุ้งร่วมกับวิตามินซี</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://lh3.googleusercontent.com/-PQHFbXPENiU/TXMjLLxnqTI/AAAAAAAAAp4/id1icXIEwLc/s1600/shrimp.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="236" src="https://lh3.googleusercontent.com/-PQHFbXPENiU/TXMjLLxnqTI/AAAAAAAAAp4/id1icXIEwLc/s320/shrimp.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ได้้รับ forward mail อีกแล้วค่ะ คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกินกุ้งร่วมกับวิตามินซี แล้วทำให้เกิดสารหนู ที่คร่าชีวิตของเราได้ &amp;nbsp;ตอนแรกที่อ่านแล้วก็ตกใจ เพราะปรกติตัวเองเป็นคนชอบกินกุ้งมากถึงมากที่สุด และวิตามินซีก็เป็นอะไรที่กินประจำด้วย โดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกเป็นไข้ ไม่สบาย ก็ได้วิตามินซีนี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้เราบรรเทาจากอาการไข้ตัวร้อนได้ โดยไม่ต้องพึงยาเคมีจากหมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเล่ามีอยู่ว่า&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;"&lt;i&gt;คนที่ชอบกินกุ้ง เสียเวลาอ่านนิดนึ่งนะค่ะ จะได้ทราบถึงอันตรายจากการกินกุ้ง ที่อาจคราชีวิตของเราได้... ถ้าไม่รู้เรื่องนี้...มาก่อน &amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;ที่ประเทศไต้หวัน มีหญิงผู้หนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ และเสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น&lt;b&gt; พบว่าผู้ตายเสียชีวิตเพราะ "สารหนู" &lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;แล้วสารหนูมาจากไหนกันล่ะ นี่เป็นการฆาตกรรมอย่างนั้นหรือ ... เปล่าเลย &amp;nbsp;ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี &amp;nbsp;ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดเผยสาเหตุของการตายฉับพลันนี้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;" &lt;b&gt;ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย และไม่ได้ถูกฆาตกรรม แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์&lt;/b&gt;" ศาสตราจารย์ฟันธง &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก แล้วสารหนูมาจากไหน???&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง &lt;b&gt;สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานพร้อมกับวิตามินซี ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #ead1dc;"&gt;&lt;i&gt;ดังนั้น &lt;b&gt;ถ้าเรารับประทานวิตามินซีอยู่ เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรต้องงดทานอาหารประเภทกุ้ง&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue; font-size: large;"&gt;แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่อ่าน ...&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำใจไปค้นคว้ามาค่ะ (ด้วยความเป็นคนชอบกินกุ้ง &amp;nbsp;เรื่องอะไรจะยอมอดกินกุ้งง่ายๆ เพียงเพราะข้อความ forward mail อันนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวจากที่นี่ดอทคอมพาดหัวข้อว่า &lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: red;"&gt;"มหิดลชี้อีเมล์สยอง 'ห้ามกินกุ้ง พร้อมวิตามินซี' หลอกลวง"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;(ความหวังของคนชอบกินกุ้งเกิดขึ้นแล้ว :P)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อข่าวมีดังนี้ว่า ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักท่องเว็บตื่นอีเมล์ลูกโซ่สยอง อ้างหญิงไต้หวันเลือดออกทั่วตัวจนตาย เพราะชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี เว็บบอร์ดหลายแห่งนำมาโพสต์ว่าห้ามกินกุ้งเพราะมีสารหนูผสม สร้างความหวาดวิตกให้ผู้บริโภค&lt;b&gt; ด้านผอ.สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ชี้เป็นอีเมลหลอกลวง ไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยัน ชี้กินกุ้งพร้อมวิตามินซีปลอดภัยไม่กลายพิษเป็นสารหนู&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันข้อมูลความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ได้ถูกส่งผ่านทางอีเมลไปยังผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 10 ล้านคนทั่วประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีอีเมลหลอกลวงที่เขียนขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น แล้วส่งต่อกันไปเป็นลูกโซ่ให้คนอื่นๆ จนสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้อ่านที่หลงเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริง ล่าสุดอีเมล์ฉบับหนึ่งจากไต้หวันถูกนำเผยแพร่ผ่านเว็บบอร์ดหลายแห่ง โดยเนื้อความกล่าวอ้างว่า มีผู้หญิงไต้หวันตายเนื่องจากชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี สร้างความวิตกกังวลให้ผู้อ่านที่หลงเชื่ออีเมลฉบับนี้ ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก" ได้สอบถามไปยังนักวิชาการด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล จนได้รับการยืนยันว่าเป็นเพียงข้อมูลเท็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวคมชัด ลึก ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่า ขณะนี้มีการส่งต่ออีเมลลูกโซ่ที่อ้างว่า ผู้หญิงไต้หวันคนหนึ่งเสียชีวิตอย่างลึกลับจากเลือดออกทั่วร่างกาย โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าเกิดจากชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี สารเคมีของกุ้งกับวิตามินซีจะทำปฏิกิริยากันจนกลายเป็นพิษสารหนูสะสมในร่างกาย จึงขอเตือนให้ผู้ได้รับอีเมลฉบับนี้อย่ารับประทานวิตามินซีพร้อมกุ้ง ซึ่งข้อความในอีเมลดังกล่าวมีการอ้างถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จนน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากวิตกกังวลกับการกินวิตามินซี โดยสรุปข้อความส่วนหนึ่งได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ไต้หวันมีหญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ดโดยไม่รู้สาเหตุเสียชีวิตในช่วงข้ามคืน จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู ตำรวจเริ่มสืบสวนและเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี เมื่อตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลันว่า พบสารหนูในกระเพาะอาหารผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน พร้อมกับมีนิสัยชอบกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;span class="Apple-style-span" style="color: #666666;"&gt;&amp;nbsp;ในอีเมล์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่น กุ้ง มีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ ซึ่งมีพิษหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั่นเอง พิษสารหนูจะทำให้เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้นผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด เพราะฉะนั้นในระยะที่รับประทานวิตามินซีต้องงดกินอาหารประเภทกุ้งเพื่อความไม่ประมาท&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อความดังกล่าว"คม ชัด ลึก" สอบถามไปยัง รศ.ดร.เอมอร วสันตวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง รศ.ดร.เอมอร กล่าวว่า เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนหลายแขนงสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างกุ้งกับวิตามินซีว่า เป็นไปตามที่อีเมลสยองฉบับข้างต้นกล่าวอ้างจริงหรือไม่ซึ่งก็ได้ค้นข้อมูลรายงานการวิจัยและรายงานวิชาการจากองค์กรอนามัยโลก (ฮู) ปรากฏว่าไม่พบรายงานหรือข้อมูลอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงระหว่างปฏิกิริยาทางเคมีของการกินกุ้งกับวิตามินซีแต่อย่างใด และเมื่อปรึกษาไปยังผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษจากอาหาร ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่อ้างถึงเรื่องนี้มาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สถาบันวิจัยโภชนาการกล่าวต่อว่า&lt;b&gt; เมื่อได้อ่านอีเมล์สยองดังกล่าวอย่างละเอียดก็พบจุดน่าสงสัย 4 ประการคือ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1. ไม่มีชื่อหญิงชาวไต้หวันที่เสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. ไม่มีชื่อและสถาบันของผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวช&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. ไม่มีชื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;4. มีการอ้างปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ทำให้เชื่อว่าเป็นเพียงอีเมลหลอกลวงที่เขียนขึ้น โดยอ้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้นเอง&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ตามข้อเท็จจริงสัตว์ทะเลประเภทกุ้งจะมีสารประกอบอาเซนิกอยู่จริงแต่น้อยมาก และเป็นฟอร์มหรือรูปแบบที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายคน นอกจากนี้ยังไม่เคยพบว่าสารประกอบวิตามินซีไปทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอาหารใดในร่างกายคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีเมล์หลอกลวงนี้อ่านแล้วดูขลังและน่าเชื่อถือ เพราะมีอ้างสูตรเคมีแบบวิทยาศาสตร์และอ้างตำแหน่งศาสตราจารย์ และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ไม่มีการเขียนชื่อจริงเลย ยิ่งไปกว่านั้น สูตรเคมีที่อ้างว่าเป็นสารหนูหรืออาเซนิกไตรออกไซด์ ก็เป็นสูตรเคมีของสารหนูจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการผสมระหว่างวิตามินซีกับการกินกุ้ง ส่วนใหญ่คนกินอาหารทะเลแล้วเกิดอาหารเป็นพิษร้ายแรง ก็จะเกิดจากสัตว์ทะเลตัวนั้นมาจากแหล่งน้ำที่สกปรก แล้วเกิดสะสมสารพิษในตัวมัน เมื่อคนกินเข้าไปร่างกายจึงได้รับความผิดปกติ และหากพิษแรงมากร่างกายก็จะขับออกมาโดยการอาเจียนทันที สรุปคืออีเมลฉบับนี้เป็นการหลอกลวง เพื่อให้คนอ่านตื่นตระหนก ไม่มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์เลย รศ.ดร.เอมอร กล่าวอธิบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษจากอาหาร อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวยืนยันว่า ไม่เคยมีงานวิชาการที่กล่าวถึงการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างสารอาเซนิกในกุ้งกับวิตามินซี ซึ่งที่จริงแล้ว "อาเซนิก(Arsenic)" คือสารประกอบที่เรียกว่าสารหนู ส่วน "อาเซนิกไตรออกไซด์(Arsenic Trioxide)" เป็นสารหนูที่มีส่วนผสมของออกซิเจน3 ส่วน เรียกทั่วไปว่ายาฆ่าแมลง ถ้าจะฆ่าคนก็ต้องนำอาเซนิกไตรออกไซด์มาผสมกับอาหารหรือใส่ไปในกุ้งเพื่อให้เกิดพิษกับร่างกายอย่างฉับพลัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ในกุ้งจะมีสารอาเซนิกประกอบอยู่จริงแต่ก็น้อยมากจนไม่มีพิษและจะสลายไปในกระเพาะอาหาร ส่วนวิตามินซีนั้นจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร และขับออกมากับปัสสาวะ หากร่างกายได้วิตามินซีมากผิดปกติ ในระยะยาวจะเกิดการสะสมเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่ได้ไปทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่นจนทำให้เสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในเว็บบอร์ดทางการแพทย์หลายแห่งและเว็บบอร์ดชื่อดัง "พันทิปดอทคอม" ก็มีผู้มาแสดงความเห็นต่ออีเมล์สยองฉบับข้างต้นว่า&lt;b&gt; เป็นอีเมลหลอกลวงที่เคยแพร่หลายในไต้หวันเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แล้วก็เงียบหายไปจากอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งถูกแปลเป็นภาษาไทย แล้วนำมาส่งต่อเป็นอีเมลลูกโซ่ จึงขอเตือนผู้บริโภคว่าอย่าหลงเชื่อ&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-5913137285712683803?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/5913137285712683803/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/5913137285712683803'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/5913137285712683803'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='อันตรายจากการกินกุ้งร่วมกับวิตามินซี'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='https://lh3.googleusercontent.com/-PQHFbXPENiU/TXMjLLxnqTI/AAAAAAAAAp4/id1icXIEwLc/s72-c/shrimp.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6663065179823714062</id><published>2011-03-05T07:38:00.000-08:00</published><updated>2011-03-05T07:38:06.532-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลลูกตา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดวงตา'/><title type='text'>แนะนำ 19 วิธีถนอมดวงตาอย่างง่ายๆ</title><content type='html'>&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://lh5.googleusercontent.com/-uHSUFKYZcB8/TXJY0sq0EyI/AAAAAAAAAp0/S8NEApSpp9E/s1600/eyes.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="96" src="https://lh5.googleusercontent.com/-uHSUFKYZcB8/TXJY0sq0EyI/AAAAAAAAAp0/S8NEApSpp9E/s320/eyes.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ตานั้นเป็นหน้าต่างของหัวใจ เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดนี้ หรือถึงไม่เคยได้ยินแต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ดวงตาเรานั้นสำคัญไฉน วันนี้น้ำใจได้รับ forward เมล์มา เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษาดวงตา ให้มีสุขภาพดีอยู่กับเรานานๆ &amp;nbsp;คิดว่ามีประโยชน์ จึงนำมาใส่ในบล็อกสุขภาพซะเลย เพื่อเพื่อนๆ ที่ติดตามบล็อกของน้ำใจ จะได้สุขภาพตาที่ดีถ้วนหน้ากันจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: large;"&gt;19 วิธีถนอมดวงตา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;1.&amp;nbsp;&lt;b&gt;ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลงอย่าให้ลมเย็นพ่นเข่าตาโดยตร&lt;/b&gt;ง เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;2.&amp;nbsp;&lt;b&gt;บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;และหาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณ ก็จะได้รับสารอาหารแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;3.&amp;nbsp;&lt;b&gt;อย่ามองข้ามมันเทศของดีราคาย่อมเยา&lt;/b&gt;ที่พ่อค้าเขาเดินขาย วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;4.&amp;nbsp;&lt;b&gt;เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย&lt;/b&gt;เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วยป้องกันต้อหินให้คุณ&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;5.&amp;nbsp;&lt;b&gt;อย่าขี้เกียจเดิน&lt;/b&gt;เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา ทำให้สายตาเป็นปกติ&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;6.&amp;nbsp;&lt;b&gt;กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง&lt;/b&gt;เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3 ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;7.&amp;nbsp;&lt;b&gt;ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด&amp;nbsp;&lt;/b&gt;อาหารพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;8.&amp;nbsp;&lt;b&gt;ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ&lt;/b&gt;เพื่อป้องกันท ั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;9.&amp;nbsp;&lt;b&gt;ตรวจวัดความดันโลติตเป็นประจำทุกเดือน&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควรมองข้ามการวัดความดัน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;10.&amp;nbsp;&lt;b&gt;สวมหมวกปีกกว้าง&amp;nbsp;&lt;/b&gt;แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะสู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;11.&amp;nbsp;&lt;b&gt;อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตา&lt;/b&gt;ด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางค์ทุกคืนเพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะเหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวงตาจนเกิดการติดเชื้อ&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;12.&amp;nbsp;&lt;b&gt;กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวมของสารลูเทอินและซีอาแซนธินที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกและยิ่งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย (คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;13.&amp;nbsp;&lt;b&gt;ผักบีตสดๆ เป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาขอ งตัวเองได้&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือดในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตาคุณสวยและใส&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;14.&amp;nbsp;&lt;b&gt;เลิกทานอาหารที่เค็มจัด&amp;nbsp;&lt;/b&gt;เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;15.&amp;nbsp;&lt;b&gt;หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆเพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;16.&amp;nbsp;&lt;b&gt;น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลลา หรือเปปเปอร์มินต์&amp;nbsp;&lt;/b&gt;มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมองซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดีขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;17.&amp;nbsp;&lt;b&gt;อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป&amp;nbsp;&lt;/b&gt;แม้การอ่านหนังสือก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆ ทุกๆ 30 นาที เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;18.&lt;b&gt;กินผัก โขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;19.&amp;nbsp;&lt;b&gt;เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ทุกครั้งที่มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคไปโดยปริยาย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6663065179823714062?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6663065179823714062/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/03/19.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6663065179823714062'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6663065179823714062'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2011/03/19.html' title='แนะนำ 19 วิธีถนอมดวงตาอย่างง่ายๆ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='https://lh5.googleusercontent.com/-uHSUFKYZcB8/TXJY0sq0EyI/AAAAAAAAAp0/S8NEApSpp9E/s72-c/eyes.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-3659528772827932925</id><published>2010-12-06T08:33:00.000-08:00</published><updated>2010-12-06T08:43:11.715-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลสุขภาพ'/><title type='text'>แจกฟรีคู่มือ: การดูแลสุขภาพที่บ้าน</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TP0P-EnH0dI/AAAAAAAAApQ/JkaOoTPRQwo/s1600/healthathome.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TP0P-EnH0dI/AAAAAAAAApQ/JkaOoTPRQwo/s320/healthathome.jpg" width="208" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;น้ำใจได้รับแจกมาอีกทีค่ะ นานมากแล้ว ตอนที่ได้รับมาก็เปิดอ่านมันทุกหน้าเลย แล้วก็ทึ่งคนที่รวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาทำหนังสือมากๆ เพราะเป็นอะไรที่น้ำใจเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะทำหนังสือนี้ และในวันนี้ก็ได้มีคนทำมันขึ้นมาแล้ว ... &lt;b&gt;หนังสือคู่มือ "การดูแลสุขภาพที่บ้าน" &lt;/b&gt;เป็นหนังสือ&lt;i&gt;คู่มือดูแลสุขภาพด้วยตนเอง&lt;/i&gt;ที่บ้านซึ่งดีมากๆ แนะนำว่าทุกบ้านควร download และเก็บไว้เป็นหนังสืออ้างอิงทางด้านสุขภาพนะคะ หรือถ้าจะพิมพ์ออกมาเย็บเป็นเล่มเพื่อให้ง่ายเวลาใช้งานก็ยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในเล่มกล่าวเป็นเรื่องๆ ครอบคลุมเรื่องของจิตใจ, หัวใจและหลอดเลือด, ทางเดินอาหารและตับ, โรคกระเพาะ,&amp;nbsp;ไวรัสตับอักเสบ, กระดูก,ข้อ และกล้ามเนื้อ, ข้อเข่า, ปวดคอ, ปวดหลัง, โรครูมาตอยด์, โรคเก๊าต์, โรคแพ้ภูมิ, โรคทางระบบประสาทและสมอง, การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชัก, การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม, โรคนอนไม่หลับ, ตา และหู, โรคอ้วน, ไขมัน, เบาหวาน, ความดันเลือดสูง, ไข้หวัด, วิธีการเลิกบุหรี่, โรคหืดและภูมิแพ้, .. และอื่นๆ อีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่ลืมไม่ได้ ต้องขอกล่าวถึงที่มาของหนังสือเล่นนี้ก่อนนะคะ &lt;b&gt;หนังสือคู่มือ "การดูแลสุขภาพที่บ้าน"&lt;/b&gt; เป็นหนังสือที่ศาสตาจารย์แพทย์หญิงอรวรรณ พฤทธิพันธ์ ได้พิมพ์แจกในงานศพของ นพ.สุหัท ฟุ้งเกียรติ ผู้เป็นบิดา เพื่อเป็นที่ระลึกและอนุสรณ์แด่คุณพ่อผู้สังขารล่วงลับไป แต่ทิ้งคำสั่งสอนและความตั้งใจดี ที่อยากให้ทุกคนรู้จัก&lt;i&gt;การดูแลสุขภาพที่บ้าน &lt;/i&gt;ที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆ และมีประสิทธิภาพ เพื่อตนเองและคนที่เรารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำใจขอนำหนังสือนี้มาแจกแด่ผู้อ่านบล็อกของน้ำใจทุกท่านนะคะ ประโยชน์อันใดที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ ขออุทิศให้แด่ผู้เขียนและผู้ที่เอามาแจกต่อๆ กันไปทุกท่านทุกคนค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;download ได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ --&amp;gt;&amp;nbsp;&lt;a href="http://www.mediafire.com/?yx787l8fon1oulz" target="_blank"&gt;คู่มือการดูแลสุขภาพที่บ้าน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;อันสุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ใจเราถือ เป็นทุกข์ ไม่สุกใส&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ใจไม่ถือ เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;เราอยากได้ ความทุกข์ หรือสุขเอย&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-3659528772827932925?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/3659528772827932925/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_06.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3659528772827932925'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3659528772827932925'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_06.html' title='แจกฟรีคู่มือ: การดูแลสุขภาพที่บ้าน'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TP0P-EnH0dI/AAAAAAAAApQ/JkaOoTPRQwo/s72-c/healthathome.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1397624601342224567</id><published>2010-12-04T00:54:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T00:54:47.816-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><title type='text'>การบริหารข้อเท้า เพื่อช่วยเรื่องการทรงตัว</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBpWVfyCI/AAAAAAAAAo8/YHifA2h7_5A/s1600/old-x-16.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBpWVfyCI/AAAAAAAAAo8/YHifA2h7_5A/s1600/old-x-16.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;1. ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง มือเท้ากำแพงไว้ ขาขวาอยู่หน้า งอเข่า ขาซ้ายอยู่หลัง เหยียดตึง นำสะโพกเข้าหากำแพง พร้อมกับกดส้นเท้าติดพื้น &amp;nbsp;ค้างไว้นับ 1-10 แ้ล้วปล่อย ทำ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนขาซ้ายอยู่หน้า งอเข่า ทำเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBs__W6ZI/AAAAAAAAApA/eDYwM-BSISY/s1600/old-x-17.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBs__W6ZI/AAAAAAAAApA/eDYwM-BSISY/s1600/old-x-17.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2.&amp;nbsp;ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง มือเท้ากำแพงไว้ ขาขวาอยู่หน้า งอเข่า ขาซ้ายอยู่หลัง เหยียดตึง ลดสะโพกลงหาพื้น พร้อมกับงอเข่าและส้นเท้ายังคงติดพื้น &amp;nbsp;ค้างไว้นับ 1-10 แ้ล้วปล่อย ทำ 10 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนขาซ้ายอยู่หน้า งอเข่า ทำเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBwRaRR1I/AAAAAAAAApE/KsOHenxQEvI/s1600/old-x-18.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBwRaRR1I/AAAAAAAAApE/KsOHenxQEvI/s1600/old-x-18.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ ยกขาขึ้นจากเก้าอี้เล็กน้อย งอเข่า และกระดกข้อเท้าขึ้นลง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoB0a3nlYI/AAAAAAAAApI/uqyuQ1xIA0E/s1600/old-x-19.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoB0a3nlYI/AAAAAAAAApI/uqyuQ1xIA0E/s1600/old-x-19.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;4. นั่งบนพื้น กางขา และเหยียดเข่าสุด กระดกข้อเท้าขึ้นลง &amp;nbsp;จากนั้น หมุนข้อเท้าไปทางซ้ายและขวาสลับกัน และบิดเข้าบิดออก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1397624601342224567?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1397624601342224567/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_2474.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1397624601342224567'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1397624601342224567'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_2474.html' title='การบริหารข้อเท้า เพื่อช่วยเรื่องการทรงตัว'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPoBpWVfyCI/AAAAAAAAAo8/YHifA2h7_5A/s72-c/old-x-16.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-3348926114637764186</id><published>2010-12-04T00:45:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T00:45:55.212-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><title type='text'>การบริหารข้อเข่า เพื่อช่วยเรื่องปวดขาปวดเข่า</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_OSAT26I/AAAAAAAAAog/ZYGKPqdZkd8/s1600/old-x-9.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_OSAT26I/AAAAAAAAAog/ZYGKPqdZkd8/s1600/old-x-9.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;1. นั่งตัวตรง กระดกข้อเท้าและแตะขาขึ้น เกร็งค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อยๆ วางเท้าลงกับพื้น&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_UmpmxpI/AAAAAAAAAok/GV0ZBYShmzk/s1600/old-x-10.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_UmpmxpI/AAAAAAAAAok/GV0ZBYShmzk/s1600/old-x-10.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2. นอนเหยียดขา กระดกข้อเท้าขึ้น พร้อมกดเข่าลงติดเตียง เกร็งค้างไว้ &amp;nbsp;นับ 1-10 แล้วปล่อย&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_Xx6KpBI/AAAAAAAAAoo/6X_N9qHXnTc/s1600/old-x-11.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_Xx6KpBI/AAAAAAAAAoo/6X_N9qHXnTc/s1600/old-x-11.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. นั่งหรือยืน ศีรษะตั้งตรง มือทั้งสองจับผ้าหรือกระบองทางด้านหลังของลำตัว ยกแขนทั้งสองขึ้นและลง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_brXlyOI/AAAAAAAAAos/Tz_kbKeOyfM/s1600/old-x-12.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_brXlyOI/AAAAAAAAAos/Tz_kbKeOyfM/s1600/old-x-12.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;4.&amp;nbsp;นั่งหรือยืน ศีรษะตั้งตรง มือทั้งสองจับผ้าหรือกระบอง ยกแขนทั้งสองขึ้นจนสุด เอียงแขนไปมา้ซ้ายและขวา&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_fNNRKrI/AAAAAAAAAow/GCmWiHop81o/s1600/old-x-13.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_fNNRKrI/AAAAAAAAAow/GCmWiHop81o/s1600/old-x-13.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;5.&amp;nbsp;นั่งหรือยืน ศีรษะตั้งตรง กางแขนออกสุด เหยียดศอก หงายมือ หมุนแขนไปด้านหลัง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_izVcokI/AAAAAAAAAo0/A4jbSZnnxgY/s1600/old-x-14.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_izVcokI/AAAAAAAAAo0/A4jbSZnnxgY/s1600/old-x-14.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;6.&amp;nbsp;นั่งหรือยืน ศีรษะตั้งตรง ประสานมือทั้งสอง เหยียดศอก ยกแขนขึ้นมาระดับหน้าอก เอื้อมมาด้านหน้า ยกแขนขึ้นสุด หงายมือ เอื้อมขึ้นด้านบน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_mcTe5pI/AAAAAAAAAo4/4IipNE7EgGk/s1600/old-x-15.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_mcTe5pI/AAAAAAAAAo4/4IipNE7EgGk/s1600/old-x-15.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;7. นอนชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง อีกข้างให้ยกขาขึ้น กระดกข้อเท้า งอและเหยียดเข่าขึ้นลงเล็กน้อย ทำสลับไปมาทั้งเข่าซ้ายและขวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ผู้สูงอายุอาจขี่จักรยานร่วมกับการออกกำลังกายท่าต่างๆ ข้างต้นได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าบริหารเหล่านี้ จะช่วยลดการตึงและรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ข้อต่อบริเวณคอ ข้อไหล่ และข้อเข่า มีมุมการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นและรักษาความมั่นคงของข้อต่อ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดเข่ายังไม่ทุเลาลง หรือมีอาการอื่นๆ ปรากฎขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักกายภาพบำบัด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหล่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-3348926114637764186?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/3348926114637764186/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_8205.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3348926114637764186'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3348926114637764186'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_8205.html' title='การบริหารข้อเข่า เพื่อช่วยเรื่องปวดขาปวดเข่า'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn_OSAT26I/AAAAAAAAAog/ZYGKPqdZkd8/s72-c/old-x-9.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1107485626056353684</id><published>2010-12-04T00:30:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T00:30:34.307-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><title type='text'>การบริหารข้อไหล่ เพื่ือช่วยป้องกันไหล่ติด</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn7P4xuWvI/AAAAAAAAAoU/e-wBZzYg0VM/s1600/old-x-6.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn7P4xuWvI/AAAAAAAAAoU/e-wBZzYg0VM/s1600/old-x-6.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;1. นั่งหรือยืน ศีรษะตั้งตรง &amp;nbsp;มือทั้งสองจับผ้าหรือกระบองในลักษณะกางแขนเล็กน้อย &amp;nbsp;จากนั้นจับผ้าหรือกระบองในลักษณะหงายมือ ยกแขนทั้งสองขึ้นจนสุด เหยียดไปด้านหลังเล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn7Xc2kBdI/AAAAAAAAAoY/x26vJj61ej0/s1600/old-x-7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn7Xc2kBdI/AAAAAAAAAoY/x26vJj61ej0/s1600/old-x-7.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2. นั่งหรือยืน ศรีษะตั้งตรง ประสานมือทั้งสองไว้ที่ท้ายทอย แบะไหล่ออก&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn8G8SLT2I/AAAAAAAAAoc/yQXqlZg-Xrc/s1600/old-x-8.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn8G8SLT2I/AAAAAAAAAoc/yQXqlZg-Xrc/s1600/old-x-8.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3.&amp;nbsp;นั่งหรือยืน ศรีษะตั้งตรง นำมือข้างซ้ายแตะไหล่ขวา และนำมือข้างขวาไปจับข้อศอกซ้าย ใช้มือขวาดันศอกซ้ายไว้ &amp;nbsp;จากนั้นสลับกัน&amp;nbsp;นำมือข้างขวาแตะไหล่ซ้าย และนำมือข้างซ้ายไปจับข้อศอกขวา ใช้มือซ้ายดันศอกขวาไว้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1107485626056353684?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1107485626056353684/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_04.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1107485626056353684'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1107485626056353684'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_04.html' title='การบริหารข้อไหล่ เพื่ือช่วยป้องกันไหล่ติด'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn7P4xuWvI/AAAAAAAAAoU/e-wBZzYg0VM/s72-c/old-x-6.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-4977935759673027261</id><published>2010-12-03T22:00:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T00:30:58.981-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><title type='text'>การบริหารคอ เืพื่อช่วยปัญหาเรื่องการวิงเวียนศีรษะ</title><content type='html'>ท่ากายบริหารคอเพื่อช่วยเรื่องการวิงเวียนศีรษะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ให้นั่งในท่าที่สบาย&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4Pwh0FKI/AAAAAAAAAoA/b1rNJ90UZAM/s1600/old-x-1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4Pwh0FKI/AAAAAAAAAoA/b1rNJ90UZAM/s1600/old-x-1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;2. ใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงกล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอยและต้นคอส่วนบน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn5hksp9LI/AAAAAAAAAoM/5Hu6QRAO5dw/s1600/old-x-2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn5hksp9LI/AAAAAAAAAoM/5Hu6QRAO5dw/s1600/old-x-2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;3. หากการวิงเวียนศีรษะลดลงหรือไม่มีอาการ ให้บริหารต่อในท่านั่งตัวตรง แล้วหันศีรษะไปทางซ้ายสุด และขวาสุด&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4UEzkgRI/AAAAAAAAAoE/fCSeAbV17T0/s1600/old-x-3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4UEzkgRI/AAAAAAAAAoE/fCSeAbV17T0/s1600/old-x-3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;4. เอียงศีรษะไปทางหัวไหล่ซ้ายสุดและขวาสุด&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4mA8CTlI/AAAAAAAAAoI/2stw1Q-7hTU/s1600/old-x-4.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4mA8CTlI/AAAAAAAAAoI/2stw1Q-7hTU/s1600/old-x-4.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;5. ก้มศีรษะลงสุด&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn5uauwp9I/AAAAAAAAAoQ/Kwq_F2rxtV0/s1600/old-x-5.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn5uauwp9I/AAAAAAAAAoQ/Kwq_F2rxtV0/s1600/old-x-5.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;6. เงยศีรษะขึ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละท่าให้ทำอย่างช้าๆ และหายใจเข้าออกช้าๆ ทำท่าละประมาณ 10 - 15 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-4977935759673027261?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/4977935759673027261/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_03.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4977935759673027261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4977935759673027261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_03.html' title='การบริหารคอ เืพื่อช่วยปัญหาเรื่องการวิงเวียนศีรษะ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPn4Pwh0FKI/AAAAAAAAAoA/b1rNJ90UZAM/s72-c/old-x-1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6792220010321215996</id><published>2010-12-03T21:51:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T00:57:30.919-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><title type='text'>การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPnWny4o1VI/AAAAAAAAAn8/pVRC3Fr5dIY/s1600/old-ex.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPnWny4o1VI/AAAAAAAAAn8/pVRC3Fr5dIY/s1600/old-ex.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหากล้ามเนื้อตึงอันเนื่องมาจากการที่กล้ามเนื้อยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้มักมีอาการปวดเมื่อย การลุกการนั่งก็ทำได้ไม่สะดวกเท่าไร &amp;nbsp;นอกจากนี้ หากกล้ามเนื้อบริเวณคอมีการตึง ก็จะทำให้เกิดการวิงเวียนศีรษะและปวดกระบอกตาได้ &amp;nbsp;นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้สูงอายุมักมีการหล่อลื่นของข้อต่อน้อยลง เป็นสาเหตุให้มีอาการปวดตามข้อได้เมื่ออยู่ในท่าใดนานๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การออกกำลังกายในผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาการเคลื่อนไหวของข้อต่อ โดยการยืดกล้ามเนื้อและเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ ให้เต็มช่วงการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;กล่าวเป็นข้อๆ ประโยชน์ของการบริหารร่างกายของผู้สูงอายุ มีประโยชน์ดังนี้&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ช่วยชะลอความแก่ และกระฉับกระเฉงขึ้น ชลอความเสื่อมของสมรรถภาพทางร่างกายและการลดลงของประสิทธิภาพในการทำงาน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมไม่ให้น้ำหนักเกิน หรืออ้วน ทำให้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทำให้การทรงตัว และการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีการประสานสัมพันธ์กันดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ช่วยยืดอายุให้ยืนยาวขึ้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ มีสมาธิในการทำงาน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ช่วยลดความเครียด &amp;nbsp;ทำให้อารมณ์ดี และทำให้การนอนหลับพักผ่อนดีขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การออกกำลังกายทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หัวใจทำงานได้ทนทานมากขึ้น และช่วยให้ระดับไขมันในเลือดลดลง ลดอัตราการเกิดหลอดเลือดตีบตันที่หัวใจ สมอง และไต ลดอุบัติการของการเกิดอัมพาตได้&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค หรือระบบไหลเวียน ระบบหายใจ กล้ามเนื้อ และกระดูกแข็งแรงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;วันนี้น้ำใจจึงนำท่ากายบริหารร่างกายสำหรับผู้สูงวัยมาแนะนำค่ะ โดยแบ่งเป็นการบริหารร่างกายเป็นส่วนๆ เพื่อเน้นแก้ปัญหาเฉพาะจุดไป ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_03.html"&gt;การบริหารคอ เืพื่อช่วยปัญหาเรื่องการวิงเวียนศีรษะ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_04.html"&gt;การบริหารข้อไหล่ เพื่ือช่วยป้องกันไหล่ติด&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_8205.html"&gt;การบริหารข้อเข่า เพื่อช่วยเรื่องปวดขาปวดเข่า&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;a href="http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post_2474.html"&gt;การบริหารข้อเท้า เพื่อช่วยเรื่องการทรงตัว&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;หมายเหตุ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: xx-small;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: red;"&gt;ในการออกกำลังกายทุกครั้ง ผู้สูงอายุควรจะประเมินความเหมาะสม และความสามารถก่อน เช่น บางคนที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังกายประเภทใด และมากน้อยเพียงใด การเริ่มออกกำลังกายนั้นควรเริ่มจากการศึกษาหลักการให้ถูกต้องก่อน แล้วค่อย ๆ เริ่ม ไม่ควรหักโหมมากในครั้งแรก ๆ เพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกายก่อน การออกกำลังกายที่ดี ควรเป็นการออกกำลังกายที่ต่อเนื่องไม่ใช่หักโหมทำเป็นครั้งคราว ควรเริ่มจากการอุ่นร่างกาย (ประมาณ 5-10 นาที) ออกกำลังกาย (15-20 นาที) และจบด้วยการผ่อนคลาย (5-10 นาที) ทุกครั้ง ในการออกำลังกายทุกครั้งไม่ควรกลั้นหายใจ หรือสูดลมหายใจอย่างแรง ควรหายใจเข้า และออกยาว ๆ เพื่อช่วยระบบการหายใจของร่างกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสมของผู้สูงอายุนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6792220010321215996?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6792220010321215996/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6792220010321215996'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6792220010321215996'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TPnWny4o1VI/AAAAAAAAAn8/pVRC3Fr5dIY/s72-c/old-ex.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-813400376730716083</id><published>2010-10-27T10:05:00.000-07:00</published><updated>2010-10-27T10:25:27.445-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สวดมนต์'/><title type='text'>การสวดมนต์ รักษาโรคได้จริงหรือ?</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TMhV11yL58I/AAAAAAAAAlg/ij7912ZdGps/s1600/chanting_kid.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="210" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TMhV11yL58I/AAAAAAAAAlg/ij7912ZdGps/s320/chanting_kid.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เชื่อหรือไม่ว่าหากเราสวดมนต์ (ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? &amp;nbsp;เพราะการสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสวดมนต์บำบัด คือหลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือการใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็นVibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจากสวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกันว่าคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: inherit;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;คลื่นแห่งการเยียวยา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่างๆ กัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียงบทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เสียงสวดมนต์ด้วยสมาธิเป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;“สมองของเราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมอง สังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆ ชนิด&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt; “บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น &lt;/i&gt;&lt;i style="font-weight: bold;"&gt;เมลาโทนิน&lt;/i&gt; &lt;i&gt;ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุการทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง &lt;b&gt;โดปามีน&lt;/b&gt; มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าวและอาการพาร์กินสัน'&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt; “นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนินมีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อ ประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นของการทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;“หลักการสำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้าหลายๆ ประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมองพร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue; font-weight: 800;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue; font-weight: 800;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;สวดมนต์กระตุ้นอวัยวะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายหลักการนี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;“เวลาเราสวดมนต์นานๆ คำแต่ละคำจะสร้างความสั่นสะเทือนไม่เท่ากันตามฐานที่เกิดของเสียงหรือตามวิธีเปล่งเสียง &amp;nbsp;แม้ว่าเสียงจะออกมาจากปากเหมือนกัน แต่ว่าเสียงบางเสียงออกมาจากริมฝีปาก บางเสียงออกมาจากปุ่มเหงือก บางเสียงออกมาจากไรฟัน บางเสียงออกมาจากคอ &amp;nbsp;ดังนั้น ถ้าเราสวดมนต์ถูกต้องตามฐานกรณ์จึงเกิดพลังของการสั่น”&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;และเมื่อเกิดพลังของการสั่น การสั่นนี้จะเข้าไปเยียวยาอาการป่วยได้อย่างไร? &amp;nbsp;อาจารย์เสถียรพงษ์อธิบายต่อว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;“เวลาเราสวดมนต์ เสียงสวดจะไปช่วยกระตุ้นต่อมต่างๆ ซึ่งจะช่วยปราบเชื้อโรคบางชนิด เช่นการวิจัยของฝรั่ง พบว่า อักษร เอ บี ซี ดี จะช่วยกระตุ้นระบบน้ำย่อย ส่วนบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา เสียงอักขระแต่ละตัวมีคำหนักเบาไม่เท่ากัน บางตัวสั่นสะเทือนมาก บางตัวสั่นสะเทือนน้อย ทำให้ต่อมต่างๆ ในร่างกายถูกกระตุ้น เมื่อต่อมที่ฝ่อถูกกระตุ้นบ่อยๆ เข้า ก็คงคืนสภาพ อาการป่วยก็จะดีขึ้น”&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นอกจากนี้ยังมีบทความที่อธิบายเกี่ยวกับการฝึกเปล่งเสียงเพื่อรักษาโรคจากเสียงต่างๆ เช่น&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;โอม&lt;/b&gt; กระตุ้นหน้าผาก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ฮัม&lt;/b&gt; กระตุ้นคอ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ยัม&lt;/b&gt; กระตุ้นหัวใจ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ราม&lt;/b&gt; กระตุ้นลิ่นปี่&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;วัม&lt;/b&gt; กระตุ้นสะดือ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ลัม &lt;/b&gt;กระตุ้นก้นกบ &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;การสวดมนต์ให้ประโยชน์ทางใจที่มีคุณค่ากับผู้สวด&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;รองศาสตราจารย์จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่ามี 2 ข้อคือ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. การสวดมนต์เป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิ โดยต้องสวดเสียงดัง ให้หูได้ยินเสียงตัวเอง และจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับเสียงสวด เมื่อใจไม่ฟุ้งไปที่อื่น ใจอยู่กับเสียงเดียว จึงเกิดสมาธิ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวดนั้นๆ จะทำให้เรามีความเลื่อมใสศรัทธา เพราะบทสวดของทุกศาสนาเป็นเรื่องของความดีงาม จิตใจก็จะสะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เป็นการยกระดับจิตใจของผู้สวด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อร่างกายที่รับสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์และการกระตุ้นระบบอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานเป็นปกติ เท่ากับว่าเราได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมทำให้ภูมิชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ ความป่วยก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่อาจารย์สมพร สรุปให้ฟังว่า การสวดมนต์ช่วยบำบัดอาการป่วยและโรคร้ายดังต่อไปนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. หัวใจ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. ความดันโลหิตสูง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. เบาหวาน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;4. มะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;5. อัลไซเมอร์&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;6. ซึมเศร้า&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;7. ไมเกรน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;8. ออทิสติก&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;9. ย้ำคิดย้ำทำ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;10. โรคอ้วน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;11. นอนไม่หลับ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;12.พาร์กินสัน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;สวดมนต์อย่างไรให้หายจากโรค&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สวดมนต์บำบัด มีวิธีการและจุดประสงค์ที่หลากหลาย สรุปออกมาได้ 3 แบบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;1. การสวดมนต์ด้วยตัวเอง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า Prayer Therapy ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง วิธีการที่อาจารย์สมพรแนะนำคือ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ควรสวดด้วยตัวเอง และไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- หาสถานที่ที่สงบเงียบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- สวดบทสั้น ๆ 3-4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน แต่หากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ขณะสวดมนต์ให้หลับตา สวดให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ตัวเองได้ยิน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;2. การฟังผู้อื่นสวดมนต์&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นการเหนี่ยวนำโดยคลื่นเสียงจากผู้อื่น เช่น การฟังเสียงพระสวดมนต์ เสียงผู้นำสวดในศาสนาต่างๆ หากผู้สวดมีสมาธิ เสียงสวดนั้นจะนุ่ม ทุ้ม ทำให้เกิดคลื่นที่ช่วยเยียวยา (healing) ผู้ฟัง แต่หากผู้สวดไม่มีสมาธิ ไม่มีความเมตตา เสียงสวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นคลื่นขึ้นๆ ลงๆ นอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาอาการป่วย อาจทำให้เสียสุขภาพได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;3. การสวดมนต์ให้ผู้อื่น&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปรากฏการณ์มากมายที่เราเห็นในสังคม เมื่อใครสักคนเจ็บป่วย เรามักสวดมนต์อธิษฐานขอให้ความเจ็บป่วยของเขาหายไป บางครั้งอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เสียงสวดมนต์เหล่านี้จะมีผลทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริงหรือไม่? อาจารย์สมพรอธิบายดังนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คลื่นสวดมนต์ เป็นคลื่นบวก เพราะเกิดจากจิตใจที่ดีงาม ปรารถนาดีต่อผู้ป่วย และเมื่อเราคิดจะส่งสัญญาณนี้ออกไปสู่ที่ไกลๆ มันจะเดินทางไปในรูปของคลื่นไฟฟ้า ซึ่งมนุษย์มีเซลล์สมองที่สามารถส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าและสารเคมีได้ถึงสิบยกกำลังสิบ คลื่นนี้จึงเดินทางไปได้ไกลๆ&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางทีพ่อกำลังป่วยหนักอยู่ที่นี่ แต่ลูกอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถรับคลื่นนี้ได้และรู้ว่ามีใครกำลังไม่สบาย ที่เราเรียกว่า ลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การรับรู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้รับผู้ส่งด้วย ถ้าคนไหนรับสัญญาณคลื่นแห่งบทสวดมนต์ได้จึงได้ผล เหมือนเราเปิดวิทยุ ถ้าคนฟังปิดหูก็จะไม่ได้ยิน ดังนั้นถ้าต่างฝ่ายต่างเปิดรับคลื่นบวกที่เราส่งไป ผู้ป่วยก็จะได้รับ และทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของความมหัศจรรย์ แต่เป็นหลักธรรมชาติทั่วไป&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;เลือกสวดมนต์อย่างไรดี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วบทสวดที่เลือก ควรใช้บทไหนดี อาจารย์สมพรแนะนำว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;“น่าแปลกที่บทสวดในศาสนาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีจังหวะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนจังหวะเพลง จะมีโทนเสียงแค่ไม้เอกไม้โทเท่านั้น สักสามสี่พยางค์ มาสวดซ้ำไปมาได้ทั้งนั้น&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;พระพุทธศาสนา มีบทสวดมากมายหลายบท ให้เลือกใช้ตามความชอบ ยกตัวอย่างเช่น อิติปิโส หรือ นะโมตัสสะ นะโมพุทธายะ หรือสัพเพสัตตา ฯลฯ เลือกท่อนใดท่อนหนึ่งแล้วสวดวนไปวนมา หรือโพชฌงค์ 7 ที่หลายคนนิยมสวดให้ตัวเองหรือคนไข้หายป่วย&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;“ข้อที่น่าสังเกตคือ บทสวดโพชฌงค์ 7 จะมีความแตกต่างจากบทสวดอื่นๆ คือ คลื่นเสียงของบทสวดจะมีแค่เสียงสระ มีแค่สองจังหวะ คลื่นเสียงจากบทสวดจึงทำให้เกิดคลื่นที่เยียวยาได้ดีที่สุด”&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อยากให้ตัวเองและผู้อื่นมีสุขภาพกายใจเป็นสุขและยังน้อมนำกุศลจิต เริ่มจากการสวดมนต์เป็นประจำด้วยสมาธิ&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #999999;"&gt;ที่มา: &amp;nbsp;นิตรสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #999999;"&gt;เรื่อง Vibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย: ชมนาด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-813400376730716083?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/813400376730716083/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/10/blog-post_27.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/813400376730716083'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/813400376730716083'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/10/blog-post_27.html' title='การสวดมนต์ รักษาโรคได้จริงหรือ?'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TMhV11yL58I/AAAAAAAAAlg/ij7912ZdGps/s72-c/chanting_kid.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-2513730813913169417</id><published>2010-10-06T20:53:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:42:38.515-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเขียว'/><title type='text'>อันตรายจากชาเขียว</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TK1A4JLix9I/AAAAAAAAAlM/17XXzVNlhNU/s1600/green-tea.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TK1A4JLix9I/AAAAAAAAAlM/17XXzVNlhNU/s320/green-tea.jpg" width="251" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องจริงที่อยากให้คนไทยได้ไม่รู้.....ชาเขียว&lt;b&gt;แช่เย็น&lt;/b&gt;อันตราย ...อย่าดื่มถ้าไม่อยากตายผ่อนส่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp;ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จักกันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อน&amp;nbsp;เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออกมาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ&lt;b&gt;ชาเขียวร้อน&lt;/b&gt; ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่....คนไทยส่วนใหญ่ นิยมดื่ม&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: red;"&gt;ชาเขียวแช่เย็น &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;โดยไม่รู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย &amp;nbsp;เพราะชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน หากไม่รู้วิธีดื่มที่ถูกต้อง ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็ต่อเมื่อมันยังร้อนอยู่เท่านั้น แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเย็นแล้ว ก็กลับจะทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระ ขับสารพิษออกจากร่างกายได้แล้ว ยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของ&lt;b&gt;มะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/b&gt; นอกจากนี้&amp;nbsp;ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถทดสอบให้เห็นอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น (ยิ่งเย็นจัด ยิ่งเห็นชัด) นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว&amp;nbsp;จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้สักครู่&amp;nbsp;จะมีคราบไขมันลอยให้เห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยวทันที แล้วร่างกายเราล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น คนญี่ปุ่นที่รู้เรื่องชาเขียวดี จึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาด กลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย ...เอวัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-2513730813913169417?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/2513730813913169417/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/10/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2513730813913169417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2513730813913169417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='อันตรายจากชาเขียว'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TK1A4JLix9I/AAAAAAAAAlM/17XXzVNlhNU/s72-c/green-tea.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-4073786357156773022</id><published>2010-09-23T10:58:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:45:13.727-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดไขมัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดน้ำหนัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดน้ำหนักในเลือด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เวทวอทเชอร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='weight watcher'/><title type='text'>ดู จด ลดน้ำหนักด้วยตัวเอง อย่างได้ผล</title><content type='html'>วันนี้น้ำใจขอหยิบยกบทความดีๆ จากผู้เขียนนามปากกา "โยโมทาโร่" จาก หนังสือพิมพ์ทูเดย์-ไกด์ ฉบับวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 &amp;nbsp;เรื่อง "&lt;i&gt;เวทวอทเชอร์ จับตาวายร้ายไขมันเกิน&lt;/i&gt;" มานำเสนอค่ะ &amp;nbsp;น้ำใจอ่านแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และทำได้ง่ายๆ และเชื่อว่าถ้าทำตามที่แนะนำ น่าจะได้ผลในการควบคุมน้ำหนักได้ชะงักแน่แท้เชียว ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;เวทวอทเชอร์ จับตาวายร้ายไขมันเกิน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง จะช่วยทำให้ตัวคุณมีบุคลิกดูดีมีเสน่ห์ แต่คุณเคยสังเกตไหมว่าทำไม เวลาลดน้ำหนักช่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่เวลาน้ำหนักขึ้นนั้น พรวดพราดอย่างไม่ทันตั้งตัว &amp;nbsp;วันนี้เรามีวิธีควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นพรวดพราดชนิดที่คุณทำเองได้ง่ายมากๆ ครับ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า &lt;b&gt;เวทวอทเชอร์ (weight watcher)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;เวทวอทเชอร์ &lt;/i&gt;เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการโปรแกรมลดน้ำหนักที่นิยมใช้ทั่วไปตามศูนย์ฟิตเนต ที่จัดโปรแกรมลดน้ำหนัก ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน 3 ปีอะไรก็ว่ากันไปตามโปรแกรมของแต่ละที่ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก แต่เป็นวิธีการสำรวจตัวเองอย่างละเอียด ถึงความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก โดยอาศัยการจดบันทึกช่วยวางแผนการลดน้ำหนัก รวมถึงช่วยให้คุณจัดการกับน้ำหนักส่วนเกินหลังประสบความสำเร็จอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ชั่งทุกวันให้เป็นกิจวัตร&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJz1fOQAhSI/AAAAAAAAAj8/eBP2N9AAcu0/s1600/pig-weight.jpg.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJz1fOQAhSI/AAAAAAAAAj8/eBP2N9AAcu0/s200/pig-weight.jpg.jpg" width="150" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นเราจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยลดน้ำหนักประจำชนิดขาดไม่ได้เลย ก็คือ เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล (ย้ำว่าต้องเป็นดิจิตอลเท่านั้น) &amp;nbsp;และ ปฏิทินตั้งโต๊ะวางไว้ใกล้ๆ กัน สำหรับจดบันทึกน้ำหนักของวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่าเราควรชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้ง แต่จากประสบการณ์ของกลุ่มคนที่ลดน้ำหนักแล้วได้ผล เวลาหนึ่งสัปดาห์อาจมากเกินไป &amp;nbsp;เราใช้เวลา 1 สัปดาห์ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 0.6 - 1 กิโลกรัม &amp;nbsp;แต่หลังลดน้ำหนักและอยู่ในช่วงที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย น้ำหนักอาจเพิ่มเป็น 1 - 2 กิโลกรัมโดยที่เราไม่รู้ตัว &amp;nbsp;ดังนั้น การชั่งน้ำหนักทุกวันหรือสองวันครั้ง และจดบันทึกในปฏิทินให้เห็นความเปลี่ยนแปลง จะช่วยให้คุณรู้ว่า วันนี้คุณควรจะทำอะไร เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;สังเกตช่วงน้ำหนัก&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชั่งน้ำหนักที่ดี ไม่ใช่นึกจะชั่งเวลาไหนก็ชั่งได้ เวลาการชั่งน้ำหนักที่ดีที่สุดคือ ช่วงเช้าหลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ คือเวลาที่ร่างกายได้ขับของเสียออกมาทั้งหมด จนเหลือแต่น้ำหนักตัวที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เราถึงจดบันทึกตัวเลขน้ำหนักนั้นเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ คุณจะสังเกตเห็นช่วงน้ำหนักเฉลี่ยในแต่ละวัน ซึ่งทำให้คุณรู้ว่า น้ำหนักคุณตอนนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นหรือลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเมื่อทุกครั้งที่คุณชั่งน้ำหนัก คุณก็จะรู้ว่า นี่คือน้ำหนักที่ควรรีบลดเป็นการด่วน หรือเป็นช่วงน้ำหนักปกติไม่จำเป็นต้องกังวล จะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักหลังการลด ให้อยู่กับคุณไปอีกนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ จะทำให้คุณรู้ธรรมชาติของตัวคุณเองว่า ในช่วงการใช้ชีวิตปกติหลังออกจากคอร์สลดน้ำหนัก ร่างกายคุณจะใช้เวลาแค่ไหนกว่าที่น้ำหนักจะขึ้น แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรจดบันทึกอาหารเมนูเด่นๆ ที่พอจำได้ในแต่ละวันลงไป จะช่วยให้เราเห็นภาพมากขึ้น ว่าอะไรที่คุณรับประทานแล้ว น้ำหนักขึ้นทันตาเห็น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่งดแป้งแล้วจะผอม ไม่ใช่ทุกคนที่ลดของหวานแล้วเห็นผล ยังมีรูปแบบกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน ที่ทำให้การเผาผลาญสารอาหารมากน้อยแตกต่างกันออกไปอีก &amp;nbsp;ดังนั้น คุณจึงไม่ต้องเสียเงินเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักราคาแพง เพียงแค่ขยันจดของความสั้นๆ ทุกวัน ว่าน้ำหนักเท่าไร รับประทานอะไรไปเมื่อวาน เท่านี้คุณก็จะมีรูปร่างที่ดี โดยไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-4073786357156773022?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/4073786357156773022/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_23.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4073786357156773022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4073786357156773022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_23.html' title='ดู จด ลดน้ำหนักด้วยตัวเอง อย่างได้ผล'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJz1fOQAhSI/AAAAAAAAAj8/eBP2N9AAcu0/s72-c/pig-weight.jpg.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1532609284604589065</id><published>2010-09-15T12:12:00.000-07:00</published><updated>2010-12-06T08:34:42.114-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคออฟฟิศซินโดรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลสุขภาพ'/><title type='text'>รับมือกับโรคออฟฟิศซินโดรม  (OfficeSyndrome)</title><content type='html'>ใครว่าเป็นพนักงานประจำอยู่ออฟฟิศ นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นแสนสบาย ไม่ต้องเสี่ยงกับภัยอันตรายใดๆ เท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ต้องทำงานแบกหามอยู่กลางแจ้ง เพราะเดี๋ยวนี้โรคภัยไวกว่าความเร็วอินเตอร์เน็ตเสียอีก ลุกลามไปได้ทุกวันทุกอาชีพนั่นแหละ ไม่เว้นแม้แต่พนักงานหน้าใสนั่งประจำออฟฟิศ ซึ่งโรคนี้มีชื่อเรียกว่า “&lt;b&gt;โรคออฟฟิศซินโดรม&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“&lt;b&gt;โรคออฟฟิศซินโดรม&lt;/b&gt;” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในวัยทำงาน เกิดจากอิริยาบทที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอาการที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา ทำให้ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว นั่งหลังค่อม เก้าอี้ไม่มีพนักพิง จึงไม่สามาถรองรับแผ่นหลัง การจัดวางของที่ทำให้หยิบจับลำบาก และการกดแป้นคีย์บอร์ดไม่มีตัวรองรับข้อมือ จะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ซ้ำบางคนที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอิริยาบทที่ผิด จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;แถมยังมีเรื่องความเครียดในที่ทำงานอีก&lt;br /&gt;แต่ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเรารู้จักการดูแลป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธีในการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดรคออฟฟิศซินโดรมก็จะไม่ถามหาคุณอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์&lt;i&gt;หยางเผยเซิน&lt;/i&gt; ผู้ก่อตั้งศูนย์ซี่กงเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า อิริยาบทและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลให้กล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ &amp;nbsp;โดยเฉพาะการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ จากแป้นคีย์บอร์ดที่ไม่มีการรองรับข้อมือ จะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดสภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ &amp;nbsp;ส่วนความเครียดสะสม จะทำให้มีอาการปวดศีรษะหรือเป็นโรคเครียดได้ อาการที่กล่าวมามีศาสตร์แห่งการบำบัดโรคที่มีมาแต่โบราณวิธีหนึ่งคือ &amp;nbsp;“&lt;b&gt;กัวชา” &lt;/b&gt;เป็นวิธีบำบัดโรคธรรมชาติแบบวิถีชาวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเริ่มมีการเล่าขานถึงตั้งแต่ในยุคชุนซิวจั้นกั๋ว แต่ปรากฏหลักฐานในสมัยราชวงศ์หยวน ชื่อ “ตำรายอดนิยมของหมอกลางบ้าน” โดย เวยอี้หลิน ในราวปี ค.ศ. 1337 &amp;nbsp;ต่อมาในยุตหลังจึงเริ่มบันทึกเป็นตำราทางศาสตร์กัวชา “&lt;b&gt;กัวชา&lt;/b&gt;เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ง่าย สะดวก เห็นผลเร็ว เพียงใช้อุปกรณ์ที่ทำจากธรรมชาติ มาวาดบนผิวหนังตามเส้นลมปราณทั่วร่างกายเพื่อบำบัดโรคและขับพิษออกจากร่างกาย จึงเป็นที่นิยนของชาวจีนมาอย่างยาวนาน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การบำบัดด้วยกัวชา&lt;/b&gt; มีประสิทธิภาพในการขับพิษ เมื่อกัวชาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง &amp;nbsp;จุดเด่นของกัวชาออฟฟิศซินโดรมเพื่อบำบัดโรคต่างๆ &amp;nbsp;อาทิ แก้อาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ช่วยบรรเทาและบำบัดอาการปวดชาบริเวณ คอ ไหล่ หลัง บ่า แขน และข้อมือ &amp;nbsp;บำบัดอาการมือชา เท้าชา และนิ้วล็อก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี&lt;br /&gt;นอกจากบำบัดแล้ว ยังมีวิธีป้องกันที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสามารถทำได้เองง่ายๆ ไม่เสียเวลางานด้วย ซ้ำยังนั่งทำได้ที่หนาจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง &amp;nbsp;พร้อมแล้ว เริ่มกันเลย …&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ยื่นแขนไปข้างหน้า กางนิ้วมือออก เกร็งไว้สักครู่ สลับกับกำมือ ประมาณ 10 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEZwhckp3I/AAAAAAAAAis/b3Qky2Tzsu4/s1600/officeexercise1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEZwhckp3I/AAAAAAAAAis/b3Qky2Tzsu4/s320/officeexercise1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;2. ท่าบริหารหลังส่วนบนและสะบัก &amp;nbsp;ประสานมือไว้ด้านหลังศีรษะ ศอกทั้งสองข้างและลำตัวส่วนบนตั้งตรง ดันศอกทั้งสองข้างออกไปด้านหลังตรงๆ จนรู้สึกตึงบริเวณหลังส่วนบนและสะบัก &amp;nbsp;ค้างไว้ประมาณ 8-10 วินาที ทำแบบนี้ 5-10ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEZ5N_OcBI/AAAAAAAAAi0/KqyVKVKo4rM/s1600/officeexercise2.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEZ5N_OcBI/AAAAAAAAAi0/KqyVKVKo4rM/s320/officeexercise2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;3. ท่าบริหารคอด้านข้าง &amp;nbsp;ตั้งศีรษะตรง เอียงศีรษะไปด้านซ้ายช้าๆ จนกระทั่งกล้ามเนื้อคอด้านข้างรู้สึกตึง ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที &amp;nbsp;จากนั้นสลับไปทำด้านขวาแบบเดียวกัน ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaGVcN-TI/AAAAAAAAAi8/R5_kZzFQtmk/s1600/officeexercise3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaGVcN-TI/AAAAAAAAAi8/R5_kZzFQtmk/s320/officeexercise3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;4. ตั้งศีรษะตรง หันหน้าไปทางหัวไหล่ด้านซ้าย จนกระทั่งคางเป็นแนวเดียวกับหัวไหล่ จนรู้สึกตึงที่ด้านข้างของคอด้านขวา ค้างไว้ 10-20 วินาที &amp;nbsp;จากนั้นสลับไปทำด้านขวาแบบเดียวกัน &amp;nbsp;ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง &amp;nbsp;ท่านี้ช่วยบริหารคอด้านข้างเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaO5pALpI/AAAAAAAAAjE/TUJLMClYMN0/s1600/officeexercise4.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaO5pALpI/AAAAAAAAAjE/TUJLMClYMN0/s320/officeexercise4.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;5. ท่าบริหารคอด้านหลัง &amp;nbsp;ก้มศีรษะจรดหน้าอกและให้รู้สึกตึงบริเวณคอด้านหลัง ค้างไว้ 5-10 วินาที ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaSww7RoI/AAAAAAAAAjM/tMBtzcnyVvA/s1600/officeexercise5.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaSww7RoI/AAAAAAAAAjM/tMBtzcnyVvA/s320/officeexercise5.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;6. ประสานมือและเหยียดแขนไปข้างหน้าจนรู้สึกตึงที่แขนและไหล่ &amp;nbsp;ค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง ท่านี้ช่วยบริหารแขนและไหล่ส่วนบน&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaWJfFoBI/AAAAAAAAAjU/NblMpgbJT8Q/s1600/officeexercise6.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEaWJfFoBI/AAAAAAAAAjU/NblMpgbJT8Q/s320/officeexercise6.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;7. ยกหัวไหล่ขึ้นไปจนจรดหู จนกระทั่งรู้สึกตึงที่คอและไหล่ &amp;nbsp;ค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที &amp;nbsp;จากนั้นปล่อยไหล่ลงในท่าปกติ &amp;nbsp;ทำท่านี้ 2-3 ครั้ง จะเป็นการบริหารการเกร็งบริเวณหัวไหล่และคอ&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEabnK6N-I/AAAAAAAAAjc/wz7jDp24aFk/s1600/officeexercise7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEabnK6N-I/AAAAAAAAAjc/wz7jDp24aFk/s320/officeexercise7.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;8. ท่าบริหารหัวไหล่ &amp;nbsp;ใช้มือซ้ายจับที่ข้อศอกขวา ดึงข้อศอกขวามาด้านซ้าย จนรู้สึกตึงที่หัวไหล่ขวา ค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที &amp;nbsp;จากนั้นสลับไปทำด้านซ้าย &amp;nbsp;ทำซ้ำข้างละ 2-3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEafEJ8kmI/AAAAAAAAAjk/eQ2CImikJ6Y/s1600/officeexercise8.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEafEJ8kmI/AAAAAAAAAjk/eQ2CImikJ6Y/s320/officeexercise8.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;9. ท่าบริหารแขนและไหล่ส่วนล่าง &amp;nbsp;ประสานมือและเหยียดแขนขึ้นไปข้างบนจนตึง ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที &amp;nbsp;ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEako3MPmI/AAAAAAAAAjs/lkx040WtMKM/s1600/officeexercise9.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEako3MPmI/AAAAAAAAAjs/lkx040WtMKM/s320/officeexercise9.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;ลองทำดูเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #999999;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;ขอขอบคุณ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ &amp;nbsp;15 กันยายน 2553 สำหรับบทความนี้ค่ะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1532609284604589065?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1532609284604589065/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/officesyndrome.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1532609284604589065'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1532609284604589065'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/officesyndrome.html' title='รับมือกับโรคออฟฟิศซินโดรม  (OfficeSyndrome)'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TJEZwhckp3I/AAAAAAAAAis/b3Qky2Tzsu4/s72-c/officeexercise1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-8951763098955220558</id><published>2010-09-08T11:03:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:40:12.564-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าออกกำลังกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปวดหลัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายบริหารรักษาโรค'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการปวดต่างๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เก้าอี้ยืน'/><title type='text'>เก้าอี้ยืนรักษาโรคได้จริง?</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOCGTa8OI/AAAAAAAAAg8/Lwr068fkmTc/s1600/woodstand.JPG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOCGTa8OI/AAAAAAAAAg8/Lwr068fkmTc/s320/woodstand.JPG" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;วันนี้น้ำใจมีท่าออกกำลังกายบริหารรักษาโรคแบบง่ายๆ สบายๆ มานำเสนอผู้อ่านค่ะ โดยจะเป็นกายบริหารบนเก้าอี้ยืน ซึ่งสามารถช่วยเรื่อง&lt;b&gt;โรคปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปวดต้นคอ ไมเกรน ป้องกันอัมพฤษ อัมพาต ท้องผูก นิ้วล็อก &lt;/b&gt;แล้วช่วยยืดเส้นยืดสาย ยืดกระดูดได้ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ใครมีเก้าอี้ยืนแล้ว ดูภาพประกอบการออกกำลังกายบนเก้าอี้มหัศจรรย์นี้ได้เลยค่ะ &amp;nbsp;ส่วนใครที่ยังไม่มีก็ลองหาซื้อมาใช้นะคะสนนราคาก็ประมาณ 350-450 บาทเท่านั้น &amp;nbsp;(หาเอาตามเว็บนะคะ น้ำใจไม่ได้ขายค่ะ แต่ถ้าใครหาไม่ได้จริงๆ ก็ลองส่งเมล์มา น้ำใจจะบอกให้ค่ะว่าซื้อได้จากที่ไหน)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;สำหรับน้ำใจ ยังไม่เป็นโรคอะไรมาก แต่อยากออกกำลังกายกะเขาบ้าง ก็ได้ใช้เก้าอี้ยืนนี่แหละค่ะ เป็นเครื่องออกกำลังกายประจำบ้าน ทำวันละ 10-15 นาที ทำแล้วรู้สึกยืดเส้นดีค่ะ แต่สำหรับผู้ใหญ่ ในตอนแรกที่ฝึกก็อย่าหักโหมนะคะ เพราะคุณแม่ของน้ำใจ (อายุ 74 ปีแล้ว) ลองฝึกแล้ว ทำวันแรกฟิตจัด ยืนไป 15 นาที ปรากฎว่าปวดขาไปอีก 3 วัน บอกเข็ดไปเลย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;เก้าอี้ยืนมี 2 ระดับ ให้เริ่มยืนในระดับที่ต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับระดับไปที่สูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;กรณีผู้ที่ฝึกครั้งแรก ควรหาที่จับเพื่อกันไม่ให้ล้มลงมา อาจเป็นตู้ โต๊ะ หรือเก้าอี้ที่แข็งแรงหน่อย &amp;nbsp;ถ้าเริ่มยืนแล้วตัวยังโอนเอนไปมา หรือก้นโด่ง ก็ให้ฝึกยืนจนตัวตรงให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกท่าทางตามที่จะแนะนำต่อไปนี้นะคะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ขั้นตอนการยืน&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOY-KLikI/AAAAAAAAAhE/XqK21pA4ENA/s1600/posture01.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOY-KLikI/AAAAAAAAAhE/XqK21pA4ENA/s320/posture01.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 1&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ถอดรองเท้า แล้วขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ยืน กางขาออกเล็กน้อย (ตามรูปที่ 1) &amp;nbsp;ในการออกกำลังกาย ให้ทำแต่ละท่าประมาณ 10-40 ครั้ง &amp;nbsp;ออกกำลังกายเช้า-เย็น ควรออกกำลังกาย 15-20 นาทีต่อครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ท่าการออกกำลังกาย&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่หนึ่ง&lt;/b&gt; การฝึกพื้นฐาน เพื่อเตรียมพร้อม&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOiuF6DfI/AAAAAAAAAhM/-ZmBX8GbFOI/s1600/posture02.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOiuF6DfI/AAAAAAAAAhM/-ZmBX8GbFOI/s320/posture02.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 2&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ยืนตัวตรง(บนเก้าอี้ยืน) หายใจเข้าและออกช้าๆ ประมาณ 10 นาที&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่สอง&lt;/b&gt; ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดีทั่วร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOtg14YbI/AAAAAAAAAhU/PGPre_PHKZI/s1600/posture03.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOtg14YbI/AAAAAAAAAhU/PGPre_PHKZI/s320/posture03.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 3&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ยกแขนไปข้างหน้า ทำมุม 35 องศา แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลัง กลับไปกลับมา 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่สาม&lt;/b&gt; แก้นิ้วล็อก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfO08QpLrI/AAAAAAAAAhc/X2SgZTs7nTo/s1600/posture04.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfO08QpLrI/AAAAAAAAAhc/X2SgZTs7nTo/s320/posture04.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 4&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ยกแขนไปข้างหน้า กางนิ้วออกทุกนิ้ว สลัดนิ้ว 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่สี่&lt;/b&gt; ท่านกบิน แก้ปวดบ่า ปวดไหล่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfO6pgzlII/AAAAAAAAAhk/jqjcaF_LweA/s1600/posture05.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfO6pgzlII/AAAAAAAAAhk/jqjcaF_LweA/s320/posture05.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 5&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้กางแขนออก แล้วยกแขนขึ้นข้างต้ว ปลายนิ้วแตะเหนือศีรษะ ทำขึ้นลง 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่ห้า&lt;/b&gt; &amp;nbsp;แก้ปวดต้นคอ ตกหมอน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPAZuxZMI/AAAAAAAAAhs/X6v8zb45Srs/s1600/posture06.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPAZuxZMI/AAAAAAAAAhs/X6v8zb45Srs/s320/posture06.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 6&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ยกไหล่ แล้วเอียงคอไปทางซ้ายที ขวาที ข้างล่ะ 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่หก&lt;/b&gt; แก้ปวดหลัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPFrPru0I/AAAAAAAAAh0/XuojZIkrBaQ/s1600/posture07.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPFrPru0I/AAAAAAAAAh0/XuojZIkrBaQ/s320/posture07.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 7&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้กำมือทั้งสองข้าง แล้วเอาไปไว้ข้างหลังตรงระดับเอว แล้วบิดตัวไปซ้ายที ขวาที ข้างละ 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่เจ็ด&lt;/b&gt; ท่าอุ้มแตงโม แก้ปวดเอว ปวดหลัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPL9k7uvI/AAAAAAAAAh8/Hn7k1Hsnu4Y/s1600/posture08.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPL9k7uvI/AAAAAAAAAh8/Hn7k1Hsnu4Y/s320/posture08.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 8&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้มือซ้ายตั้งฉากกับลำตัวอยู่ในระดับเอว มือขวาอยู่ระดับอก &amp;nbsp;แล้วบิดตัวสลับไปทางซ้ายขวา พร้อมกับสลับมือไปด้วย &amp;nbsp;เมื่อบิดไปทางซ้ายให้มือขวาอยู่บน เมื่อบิดไปทางขวาให้มือซ้ายอยู่บน &amp;nbsp;ทำข้างละ 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;b&gt;ท่าที่แปด &lt;/b&gt;ท่ายิงปืน บริหารสายตา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPQ9IhlXI/AAAAAAAAAiE/vV5DB84t5B4/s1600/posture09.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfPQ9IhlXI/AAAAAAAAAiE/vV5DB84t5B4/s320/posture09.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;รูปที่ 9&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ให้ยกมือขวาขึ้น ยืนตัวตรง สายตามองตามมือที่หมุนซ้าย จากนั้นหมุนกลับ แล้วยกมือซ้ายขึ้น สายตามองตามมือที่หมุนขวา ทำสลับไปมาซ้ายขวา 10 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;----&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ท่าการออกกำลังกายบนเก้าอี้ยืนก็มีทั้งหมดเท่านี้ค่ะ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีท่าออกกำลังกายบนเก้าอี้ยืนอื่นๆ อีก ที่จะช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ ก็คอมเม้นท์เข้ามานะคะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-8951763098955220558?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/8951763098955220558/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_08.html#comment-form' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8951763098955220558'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8951763098955220558'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_08.html' title='เก้าอี้ยืนรักษาโรคได้จริง?'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TIfOCGTa8OI/AAAAAAAAAg8/Lwr068fkmTc/s72-c/woodstand.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-7082348194470590295</id><published>2010-09-02T08:45:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:44:25.229-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัยทอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปิรามิดอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสุขภาพ'/><title type='text'>ปิรามิดอาหารสำหรับคนวัยผู้ใหญ่และคนวัยทอง</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH_Fqq2DElI/AAAAAAAAAfU/sCBf9P1Dsh0/s1600/template1_clip_image002.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH_Fqq2DElI/AAAAAAAAAfU/sCBf9P1Dsh0/s320/template1_clip_image002.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;ปิรามิดอาหารวัยทอง&lt;/b&gt; เป็นวิธีสื่อให้เข้าใจง่าย ว่าวันหนึ่งคนวัยทองควรจะรับประทานอะไรมาก อะไรน้อย ส่วนที่ควรรับประทานมากที่สุดจะอยู่ที่ฐานของปิรามิด ส่วนที่ควรรับประทานน้อยที่สุดจะอยู่ที่ยอดของปิรามิด โดยบอกจำนวนที่ควรรับประทานเป็นกี่ “ ที่ ” ของอาหารแต่ละชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่าฐาน&lt;b&gt;ล่างสุดของปิรามิดซึ่งสำคัญที่สุดนั้นไม่ใช่อาหาร แต่เป็นน้ำ&lt;/b&gt; ซึ่งคนวัยทองควรดื่มวันละประมาณ 8 แก้ว เพราะเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือคนวัยทองมักเผลอคือลืมดื่มน้ำ ทำให้ท้องผูก บางครั้งก็ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไตเสื่อมเร็ว เป็นการทำตัวเองให้เป็นโรคไตเรื้อรังโดยไม่ได้ตั้งใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถัดขึ้นไป&lt;/b&gt; &lt;b&gt;คืออาหารที่รับประทานได้มาก&lt;/b&gt; เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตพวกให้พลังงาน เช่น ข้าวและเมล็ดธัญพืชต่างๆ แนะนำให้รับประทานได้ถึงวันละ 6 ที่ คือถ้าเป็นขนมปังก็ 6 แผ่น ถ้าเป็นข้าวก็ประมาณ 3 ถ้วยตวงหรือ 3 จานขนาดไม่ใหญ่นัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถัดขึ้นไปเป็นอาหารวิตามินและเกลือแร่&lt;/b&gt; แบ่งเป็นสองซีก ซีกซ้ายเป็นผักต่างๆ ซึ่งแนะนำให้รับประทานวันละ 3 ที่หรือเทียบได้กับสลัด 3 จานเลยทีเดียว ซีกขวาเป็นผลไม้ แนะนำให้รับประทานวันละอย่างน้อย 2 ที่ เทียบได้กับผลไม้ขนาดเขื่อง เช่น แอปเปิ้ล กล้วย วันละสองผล การรับประทานผักและผลไม้มากมีคุณอนันต์ ช่วยลดการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต ลดการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือด และอาจช่วยลดโอกาสเป็นเบาหวานได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ชั้นถัดขึ้นไปอีกเป็นอาหารโปรตีน&lt;/b&gt; แบ่งเป็นสองซีก ซีกซ้ายเป็นอาหารนม ชีส และโยเกิร์ต แนะนำให้ดื่มวันละ 3 ที่ เทียบได้กับนมวันละสามแก้ว ส่วนซีกขวาเป็นอาหารโปรตีนจากปลา ถั่ว และเนื้อ แนะนำให้รับประทานวันละสองที่ เทียบได้กับปลาทูสองตัว หรือไข่ทอดสองฟอง หรือเนื้อสะเต๊กประมาณหนึ่งแผ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ชั้นบนสุดเป็นส่วนที่ควรรับประทานแต่น้อย&lt;/b&gt; แบ่งเป็นสองซีก ซีกซ้ายคือไขมัน น้ำมัน น้ำตาล ซึ่งควรรับประทานให้น้อยที่สุด ส่วนซีกขวาคือวิตามินและแร่ธาติเสริมเช่น แคลเซียม วิตามินดี วิตามินบี 12 ซึ่งเป็นสิ่งมีประโยชน์สำหรับคนวัยทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoNormal"&gt;&lt;span class="apple-style-span"&gt;&lt;span lang="AR-SA" style="color: black; font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 5pt; line-height: 115%;"&gt;อ้างอิง:&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="apple-style-span"&gt;&lt;span style="color: black; font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 13.5pt; line-height: 115%;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="apple-style-span"&gt;&lt;span style="color: black; font-family: Verdana, sans-serif; font-size: 5pt; line-height: 115%;"&gt;Health.Co.Th Journal 2010:2:2-2.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-7082348194470590295?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/7082348194470590295/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_02.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/7082348194470590295'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/7082348194470590295'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post_02.html' title='ปิรามิดอาหารสำหรับคนวัยผู้ใหญ่และคนวัยทอง'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH_Fqq2DElI/AAAAAAAAAfU/sCBf9P1Dsh0/s72-c/template1_clip_image002.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-2893100740489482297</id><published>2010-09-02T08:02:00.000-07:00</published><updated>2010-09-11T07:47:33.543-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปิรามิดอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารขยะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฉีกั๋วลิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสุขภาพ'/><title type='text'>ปัญหาของ "การกิน"  ฉบับฉีกั๋วลิ</title><content type='html'>พวกเราล้วนรู้ดีว่า อนุสาวรีย์รูปกรวยสี่เหลี่ยม "เจดีย์ปิระมิดทองคำ" เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในทวีปเอเซียของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-8RZuhAfI/AAAAAAAAAfM/zgH3RuWjshU/s1600/piramid.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-8RZuhAfI/AAAAAAAAAfM/zgH3RuWjshU/s320/piramid.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;ปิระมิดทองคำ&lt;/b&gt;ของตัวเราคืออะไร&lt;br /&gt;คำตอบคือ ธัญพืชจำพวกข้าว, ถั่ว, ผัก, ข้าว, ถั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดีจริงๆ ในสมัยที่ได้ประุชุมกันที่เมืองซานฟรานซิสโก มีนายแพทย์หลายท่านในต่างแดนต่างพูดเสียงเดียวกันว่า คนจีนเดี๋ยวนี้ไม่นิยมกินข้าว, ถั่ว, ผักแล้ว เพราะได้หันไปกินผลิตภัณฑ์ของนอกแฮมเบอร์เกอร์เรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้ากลับเมืองจีนได้เข้าไปในร้านขายอาหารแม็คโดนัลด์ ถูกวัยรุ่นเบียดออกมาจากร้าน คนเยอะจริงๆ แต่เมืองนอกไม่เคยมีเหตุการณ์เยี่ยงนี้ พวกเราเยาวชนเมื่อถึงวันเกิดมักเข้าไปเฉลิมฉลองงานวันเกิดในร้านแม็คโดนัลด์กันทั้งนั้น ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสท่านแม็คโดนัลด์ เขาได้นำเงินออกนอกประเทศปีละ 20 กว่าล้านเหรียญ พวกเขาทำการค้าได้เก่งจริงๆ อาศัยสิ่งที่ข้าพเจ้ายึดถืออยู่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่พวกเราบอกว่ามันเป็นอาหารขยะ ก็เพราะมันเป็นอาหารประเภทปลุกเร้า กระตุ้นให้บังเกิดความอยากในการกิน ผลที่ออกมาก็คือ อ้วนท้วนสมบูรณ์ ทั้งข้างบนและข้างล่าง เหมือนม้วนสัมภาระเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาไม่กินกัน เพราะกินแล้วต้องไปลดความอ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราไม่มีความรู้ ทุกวันเข้าไปกินแม็คโดนัลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนรุ่นที่ 2 ปราศจากแม็คโดนัลด์แล้วอยู่ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราสมควรที่จะต้องรับรู้ว่ามันคืออาหารประเภทปลุกเร้ากระตุ้นให้เราอยากกิน มันไม่เหมาะสำหรับความเป็นอยู่ของเรา รวมไปถึงความเคยชินของพวกเราด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ข้าวโพด เปรียบเสมือนทองคำ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะแพทย์ของอเมริกา ได้ทำการสำรวจคนอเมริกาสมัยต้นๆ ชาวอินเีดียนแดงไม่ปรากฏว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง, ไม่มีปัญหาเรื่องเส้นโลหิตแดงแข็งตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงคือเป็น สาเหตุที่พวกเขาชอบกินข้าวโพดนี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาได้ค้นพบว่า ภายในข้าวโพด อุดมไปด้วย ไขมันลอริน, กรดอาหยิว, หัวยอดข้าว, วิตามินอี ดังนั้นจึงทำให้ไม่มีความดันโลหิตสูงและไม่มีปัญหาเรื่องเส้นโลหิตแดงแข็งตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นมาอเมริกาเปลี่ยนแปลงทันที, ทวีปอเมริกา, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป ประเทศญี่ปุ่น, ฮ่องกง เมืองกวางโจวของจีน ตอนเช้าๆ ล้วนนิยมกินซุบข้าวโพดกันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวนี้มีผู้คนมากมายนิยมกินไขมันลอริน ทำไมหรือ?&lt;br /&gt;เพราะไม่ต้องการให้เส้นโลหิตแดงเกิดการแข็งตัว แต่พวกเขาต่างก็ยังไม่รู้ว่าภายในข้าวโพด อุดมมากที่สุด ไม่ต้องไม่เสียเงินแพงๆ ซื้อหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยที่ข้าพเจ้าอยู่อเมริกาได้ทำการตรวจสอบ ข้าวโพด 1 ฝัก ขาย 2.5 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ แต่ข้าวโพดขายในเมืองจีน ฝักละ 1 เหรียญของจีน ห่างกันถึง 16 เท่า แต่ว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่นิยมกินข้าวโพด จากการสำรวจครั้งที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตั้งใจปรับเปลี่ยนทันที อยู่ที่ประเทศอเมริกา ข้าพเจ้ายืนหยัดมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว ทุกวันดื่มกินโจ๊กข้าวโพด ปีนี้ข้าพเจ้าอายุ 70 กว่าปีแล้ว มีกำลังกายสมบูรณ์ กระปรี้กระเปร่า น้ำเสียงที่ออกจากลำคอก้องกังวาน พลังลมปราณเหลือเฟือ และบนใบหน้ายังไม่พบเห็นรอยเหี่ยวย่นเลย นี่คือผลจากการดื่มโจ๊กข้าวโพด เชื่อหรือไม่แล้วแต่ท่าน พวกท่านดื่มน้ำนมวัวของท่าน แต่ข้าพเจ้านิยมดื่มกินโจ๊กข้าวโพด คอยดูต่อไปว่าใครจะมีอายุยืนมากกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวนี้คนเราล้วนมี &lt;u&gt;"ความสูง 3 อย่างที่น่ากลัว&lt;/u&gt;"&lt;br /&gt;คือ &lt;b&gt;ความดันโลหิตสูง, ไขมันในโลหิตสูง&lt;/b&gt; และ&lt;b&gt; น้ำตาลในเส้นเลือดสูง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ข้าวสาลี&lt;/u&gt; มีสรรพคุณลดความสูง 3 อย่างที่ยอดเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันช่วยลดความดันโลหิตสูง, ลดไขมันในเส้นเลือดที่สูง และลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าเคยถามนักศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่งว่าเคยรู้จักข้าวสาลีหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล้วนแต่ตอบว่าไม่รู้จัก รู้จักแต่แฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในข้าวสาลีประกอบด้วยเซลลูโลส 18% &lt;i&gt;ผู้ที่กินข้าวสาลีจะไม่เป็นโรคมะเร็งในลำไส้, มะเร็งลำไส้ตรง, มะเร็งลำไส้ใหญ่ตอนกลาง&lt;/i&gt; เป็นต้น พวกเราผู้ที่ทำงานในห้องสำนักงานมีร้อยละ 20 มักจะป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ตรง และ มะเร็งกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;มันสีขาว, มันสีแดง, มันสำปะหลัง, มันฝรั่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารเหล่านี้ได้ถูกกล่าวถึงในที่ประชุมนานาชาติ ทำไมหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะมันมีสรรพคุณในการดูดซับ 3 ประการ คือ &amp;nbsp;ดูดซับน้ำ, ดูดซับไขมันและน้ำตาล และ ดูดซับสารพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูดซับน้ำ ทำให้ทางเดินอาหารได้รับการหล่อลื่น ทำให้เรา&lt;i&gt;ไม่เป็นโรคมะเร็งลำไส้, มะเร็งลำไส้ตอนกลาง&amp;nbsp;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;ดูดซับไขมันและน้ำตาล ทำให้เรา&lt;i&gt;ไม่เป็นโรคเบาหวาน&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;ดูดซับสารพิษ ทำให้&lt;i&gt;ไม่เป็นมะเร็งทางเดินอาหาร&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้าวโอ๊ต (Oats) &lt;/b&gt;เมืองนอกเขารู้จักนานแล้ว ชาวจีนจำนวนมากยังไม่รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าท่านเป็น&lt;i&gt;โรคความดันโลหิตสูง ท่านจะต้องกินข้าวโอ๊ต&lt;/i&gt; ข้าวต้ม ขนมแผ่นๆ ที่ทำจากข้าวโอ๊ต&amp;nbsp;เพราะข้าวโอ๊ตมีสรรพคุณในการ &lt;i&gt;ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ลดไตรกลีเซอไรด์ ส่งผลทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดน้อยลงไปได้&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้าวฟ่าง หรือ ข้าวเจ้าเม็ดเล็ก&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือตำราสุมนไพรบันทึกไว้ชัดเจนว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าวสาร "ข้าวเจ้าเม็ดเล็ก" นอกจากสามารถดูดซับความชื้นแล้ว ยังมีสรรพคุณในการ&lt;i&gt;บำรุงม้าม&lt;/i&gt;ด้วย ทำให้บังเกิดความสงบและนอนหลับสบายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีประโยชน์มากมายเช่นนี้ ทำไมท่านไม่กินล่ะ ขอให้รับรู้ไว้ด้วยว่าพนักงานออฟฟิซ จำนวนมากในสมัยปัจจุบัน มักมีอาการเป็นโรคนอนไม่หลับ, มีอาการซึมเศร้า, สภาวะทางจิตไม่ดี ต้องพึ่งยานอนหลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าได้แนะนำไปว่า &lt;i&gt;อย่าไปกินยานอนหลับ ให้หันมากินโจ๊กข้าวเม็ดเล็กๆ ดีกว่า&lt;/i&gt; ผลออกมาเป็นอย่างไรหรือ&amp;nbsp;ผู้ป่วยได้ไปดื่มกินโจ๊กข้าวเจ้าเม็ดเล็กๆ 1 ถ้วย แล้วมาบอกข้าพเจ้าว่าดื่มกินแล้วทำไมยังนอนไม่หลับ ใครบ้างเล่าที่จะให้ท่านดื่มกินแค่ถ้วยเดียว ยาเสพติดเท่านั้นที่จะออกฤทธิ์เร็วอย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าได้ไปตรวจสอบในชนบท พวกผู้เฒ่าในชนบทไม่มีใครที่จะมีอาการนอนไม่หลับเลย เมื่อหัวถึงหมอนก็นอนหลับอย่างสบาย ข้าพเจ้าได้ทำการสังเกตอย่างละเอียด พวกเขานิยมกินข้าวต้มที่ทำมาจากข้าวสารเม็ดเล็กๆ ดังนั้น เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าได้ปรับเปลี่ยนอาหารการกินของตัวเอง&amp;nbsp;ตอนเช้ากินโจ๊กข้าวโพดหนึ่งถ้วย จิตใจเบิกบาน ตอนเย็นกินโจ๊กข้าวสวยหนึ่งถ้วย นอนหลับสบาย ท่านว่าดีไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราต้องทำความเข้าใจ อาหารคือยา ยาคืออาหาร&lt;br /&gt;เป็นคำพูดของนักปราชญ์ "หลี่สือเจิน" หนังสือตำราสมุนไพรที่ท่านเขียนนั้น ล้วนเป็นอาหารทั้งสิ้น พวกเราทำไมไม่กินอาหารแทนยา จำเป็นต้องกินยาด้วยหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;ยาสิบขนานเป็นพิษ 9 ส่วน&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่เคยได้ยินว่ากินยาแล้ว สามารถรักษาสุขภาพแข็งแรงได้เลย ท่านฉินซีฮ่องเต้ทำไม่ได้, ราชาฮ่านอู่ตี้ก็ทำไม่ได้ ท่านก็ทำไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าขอออกตัวไว้ก่อน ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อต้านการกินยา ผู้ต่อต้านการกินยาคือ คุณหลี่หงจื๊อแห่งลัทธิ "ฟ่าหลุนกง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าต่อต้านการกินยาแบบไม่ได้คิด "กินไม่เป็น" &lt;b&gt;ข้าพเจ้ายึดหลักการกินยา 3 ข้อ คือ กินยาในระยะสั้นๆ, กินยาที่ไม่ทำให้ร่างกายทรุดลง และ หยุดกินยาให้เร็วที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-2893100740489482297?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/2893100740489482297/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2893100740489482297'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/2893100740489482297'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='ปัญหาของ &quot;การกิน&quot;  ฉบับฉีกั๋วลิ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-8RZuhAfI/AAAAAAAAAfM/zgH3RuWjshU/s72-c/piramid.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6603897938001627843</id><published>2010-09-02T07:31:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:43:21.708-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำเต้าหู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฉีกั๋วลิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นมเปรี้ยว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ซุปเห็ด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเขียว'/><title type='text'>หลัก 3 ประการเพื่อสุขภาพที่ดี ฉบับอาจาย์ฉีกั๋วลิ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-qtMo8FFI/AAAAAAAAAfE/JIVOMvg1j1o/s1600/rak-health.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-qtMo8FFI/AAAAAAAAAfE/JIVOMvg1j1o/s320/rak-health.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเนื้อหาจากหนังสือ "&lt;i&gt;รักษ์ชีวิตสุขภาพแข็งแรง&lt;/i&gt;" ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกการบรรยาย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ณ. เมืองปักกิ่ง โดยอาจารย์ ฉีกั๋วลิ อดีตกรรมการเสริมสร้างอนามัยแห่งโลก อาจารย์คณะเสริมสร้างสุขภาพ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้แปลจากต้นฉบับภาษาจีน โดยคำสั่งของประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูซันอินดัสเตรียล จำกัด (นายนำสิน ไหลสาธิต) ซึ่งมีความปรารถนาที่จะให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี เป็นวิทยาทาน เนื้อหานี้หากเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน ไม่มีการเรียกร้องค่าตอบแทน แต่ถ้าทำเพื่อจำหน่ายหรือมีการตอบแทน ขอสงวนสิทธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;ขอขอบคุณ ว่าที่ รต.ทรงศักดิ์ อัมพรวิวัฒน์&amp;nbsp;ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;บริษัท ฟูซัน อินดัสเตรียล จำกัด ที่กรุณานำเนื้อหานี้มาเผยแพร่ให้พวกเราผู้รักสุขภาพได้อ่านกัน&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทแรก&amp;nbsp;อาจาย์ฉีกั๋วลิ&amp;nbsp;กล่าวถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ จะต้องยึดหลัก 3 ข้อ ดังนี้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หลักข้อที่ 1&lt;/b&gt;&amp;nbsp;การดื่มกินที่อยู่ในสภาพสมดุล&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หลักข้อที่ 2&lt;/b&gt;&amp;nbsp;การออกกำลังกายที่มีก๊าซออกซิเจน&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หลักข้อที่ 3&lt;/b&gt;&amp;nbsp;สภาวะที่ปรากฏทางจิตภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสามารถยึดหลักทั้งสามข้อนี้ได้ ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืนยาวขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;เครื่องดื่มที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง มี 6 ชนิด&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. ชาเขียว&lt;br /&gt;2. เหล้าองุ่นแดง&lt;br /&gt;3. น้ำเต้าหู้&lt;br /&gt;4. นมเปรี้ยว (ขอให้สังเกตว่าไม่ได้หมายถึงน้ำนมวัว)&lt;br /&gt;5. น้ำต้มกระดูก&lt;br /&gt;6. น้ำต้มเห็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีคนมากมายชื่นชอบการดื่มน้ำชา แต่สำหรับเด็กและเยาวชนอาจไม่ชอบดื่มชานัก หลายคนชอบดื่มชาแดงกับขนมปังมาก ครั้งหนึ่งชาวยุโรปนิยมดื่มชาแดงมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่นิยมดื่มแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่าชาแดงกับขนมปังไม่มีผลต่อการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงได้เลย แต่ชาเขียวช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;เหตุผลที่ชาเชียวทำให้สุขภาพแข็งแรง คือ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ในชาเขียวมีสาร "ชาถอเฟิน" (Theine) ซึ่งมีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็ง ถ้าเราสามารถดื่มชาเขียววันละ 4 แก้ว เซลมะเร็งจะไม่มีการแตกตัว และถ้ามีการแตกตัวก็จะต้องมีระยะเวลา 9 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นชาวญี่ปุ่น นักเรียนชั้นประถม ทุกวันจะดื่มชาเขียว 1 แก้วก่อนไปโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ชาเขียว ประกอบด้วย สารฟลูออริน (Fluorine) ซึ่งทำให้ฟันแข็งแรง ดังเช่นชาวจีนที่นิยมบ้วนปากหลังอาหารด้วยน้ำชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากชาเขียวจะทำให้ฟันแข็งแรงแล้ว ยังมีผลทำให้ฟันไม่ผุและฟันไม่เกิดคราบเห็ดลายจุดๆ ของฟันด้วย (ปกติหลังรับประทานอาหาร 3 นาที ก็จะปรากฏมีคราบเห็ดลายจุดของฟันเกิดขึ้น)&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;3. ภายในชาเขียว ยังประกอบด้วยสาร "ชากานหนึง" ซึ่งมีสรรพคุณในการเสริมสร้างให้หลอดเลือดมีความเหนียวทนทาน ไม่แตกได้อย่างง่ายๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;"มีคนมากมายรักษาหลอดเลือดในสมองที่ปักกิ่ง ปรากฏว่ามี 1 ใน 4 คนที่เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะเส้นเลือดในสมองแตกไม่มีวิธีการรักษา สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือ การมีโทสะ "โกรธ" โมโหสุดขีด ตบโต๊ะ ตาเหลือก เส้นเลือดในสมองแตกตายได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรื่องนี้ข้าพเจ้าเห็นมามากต่อมาก วันนั้นพวกเราพูดเล่นๆ ว่า นาย "เหมยหวานฟาง" ถูกลูกชายทำให้โมโหจนตาย ข้าพเจ้าพูดว่าเพราะเขาไม่ดื่มชาเขียว จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องตายไป ถ้าเขาดื่มชาเขียวเขาก็จะไม่โมโหจนตาย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พวกเรายังอายุไม่มาก เชิญมาดื่มชาเขียวกันเถิด ถึงเวลาที่เราโมโหโทโส ตบโต๊ะหลายครั้ง ตาเหลือก หลายทีก็ไม่ต้องกลัวเส้นเลือดในสมองจะพังทลาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;ชาเขียว &lt;/i&gt;&amp;nbsp; 1) ต้านมะเร็ง &amp;nbsp;2) ทำให้ฟันแข็งแรง &amp;nbsp;3) เส้นเลือดไม่แตกง่าย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถ้าท่านยังไม่ได้ดื่มชาเขียว ขอให้แก้ไขโดยด่วน เพราะนานาชาติต่างรณรงค์ให้ดื่มชาเีขียวกันแล้ว ยังมีบางคนแย้งกับข้าพเจ้า ถ้าดื่มชาแล้วนอนไม่หลับทำอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มน้ำชาก่อนนอนนะครับ&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ทำไมต้องเป็นเหล้าองุ่นสีแดง&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนจีนมากมาย ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่ชาวยุโรปเขารู้มานานแล้ว พวกเขาหนุ่มๆ สาวๆ ผู้เฒ่าและเด็กๆ ล้วนดื่มเหล้าองุ่นแดงกันทั้งนั้น เพราะ องุ่นที่มีเปลือกแดงจะมีมัทยสารชื่อ "นี่จ่วนฉุน" (Rich wine) พวกเราอาจจะไม่รู้จัก มันสามารถต่อต้านความชราได้ เมื่อพูดถึงชะลอความชรา คนเรามักชอบดื่ม มันยังต่อต้านการสลายออกซิเจน ดื่มเหล้าองุ่นบ่อยๆ จะไม่เป็นโรคหัวใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อสองมันสามารถช่วยเหลือป้องกันมิให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พวกเราต้องมีความรู้และทำความเข้าใจ สภาวะเช่นไรจึงทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อหนึ่ง คือ &lt;i&gt;มีปัญหาที่หัวใจ&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อสอง คือ &lt;i&gt;มีความดันโลหิตสูง&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อสาม &lt;i&gt;เกี่ยวกับอาหารที่กินเข้าไปเป็นอาหารเช่นไร&lt;/i&gt; เช่น ชิ้นใหญ่เกินไป, แข็งเกินไป, เหนียวเกินไป, ร้อนเกินไป ล้วนสามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;ไขมันในเส้นเลือดสูง&amp;nbsp;&lt;/i&gt;ก็จะส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้าพเจ้าิมิได้มาเสนอขายเหล้าองุ่นแดง ข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดเจตนารมณ์ของการประชุมของสหประชาชาติ มีคนมากมายแย้งว่า มิใช่ห้ามดื่มเหล้าหรือ โครงการอนามัยโลกได้กล่าวว่า "งดบุหรี่ จำกัดการดื่มเหล้า" มิใช่ห้ามดื่มเหล้าและได้กำหนดปริมาณของสุราแต่ละวัน ไม่ควรดื่มเหล้าองุ่นแดงเกิน 50 -100 มิลลิลิตร, เหล้าขาวไม่ควรเกินวันละ 5 -10 มิลลิลิตร ดื่มเบียร์ไม่เกินวันละ 300 มิลลิลิตร&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถ้าหากว่าพวกเรา&lt;b&gt;ดื่มเกินปริมาณ&lt;/b&gt;ดังกล่าวเป็นความผิดพลาด "&lt;i&gt;เกิดผลเสียต่อร่างกาย&lt;/i&gt;" ถ้าไม่เกินปริมาณดังกล่าวก็จะบังเกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราได้ดีมาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มีสหายหญิงพูดว่า ถ้าดื่มเหล้าไม่ได้จะทำอย่างไรดี &amp;nbsp;ไม่ยาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถ้าดื่มเหล้าไม่ได้ กินลูกองุ่นแดงเป็นไหม "กินลูกองุ่นแดงโดยไม่คายเปลือกทิ้ง"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอย้ำเน้นให้ทราบว่า ในองุ่นขาว ไม่มีสาร "นี่จ่วนฉุน"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะฉะนั้น ถ้ามีเงินก็กินเหล้าองุ่นแดง มีเบี้ยน้อยก็กินลูกองุ่นแดงพร้อมเปลือก ล้วนบังเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพแข็งแรงได้&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ทำไมถึงพูดถึงนมเปรี้ยว&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะนมเปรี้ยวสามารถควบคุมความสมดุลของเชื้อโรค คำว่าการควบคุมความสมดุลของเชื้อโรคหมายถึง สำหรับเชื้อโรคที่เกิดประโยชน์ให้เติบโต เชื้อโรคที่ให้ผลร้ายให้กำจัดไปเสีย ดังนั้นการดื่มนมเปรี้ยวสามารถทำให้เจ็บป่วยน้อยลง สำหรับนมวัวเราไม่ปฏิเสธประโยชน์ของมัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับนมเปรี้ยว ยังห่างไกลมากๆ เลย เยี่ยงฟ้ากับเหว&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ทำไมถึงพูดถึงซุบกระดูก&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สาเหตุเพราะภายในน้ำต้มกระดูก อุดมไปด้วย "หว่านเจียว" ซึ่งมีสรรพคุณในการทำให้อายุยืน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ทำไมถึงพูดถึงซุบเห็ด&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สาเหตุเพราะเห็ดสามารถเพิ่มภูมิต้านทานโรค ในห้องทำงานเดียวกัน บางคนเป็นหวัด บางคนไม่เจ็บป่วย เพราะมีภูมิต้านทานที่ต่างกัน การดื่มซุบเห็ดทำให้เพิ่มภูมิต้านทานโรค ดังนั้นจึงถือว่าเป็นอาหารที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6603897938001627843?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6603897938001627843/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/3.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6603897938001627843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6603897938001627843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/09/3.html' title='หลัก 3 ประการเพื่อสุขภาพที่ดี ฉบับอาจาย์ฉีกั๋วลิ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TH-qtMo8FFI/AAAAAAAAAfE/JIVOMvg1j1o/s72-c/rak-health.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-960845357715264733</id><published>2010-08-30T21:55:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:46:16.998-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคหัวใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดน้ำหนัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดไขมันในเลือด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งรังไข่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาดำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเขียว'/><title type='text'>ดื่มชาป้องกันมะเร็งรังไข่</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THyLtjTFTiI/AAAAAAAAAes/rhreHqSWwGc/s1600/c13.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THyLtjTFTiI/AAAAAAAAAes/rhreHqSWwGc/s200/c13.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;คุณสุภาพทั้งหลาย ได้อ่านแล้วโปรดทราบ คุณผู้หญิงควรจะดื่มชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาดำเป็นประจำ วันละ 1–2 ถ้วย จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่ได้ 50% หรือมากกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน ของสหรัฐฯ สังเกตพบจากการศึกษากับผู้หญิง 2,000 คน ว่า สามารถหนีห่างโรคมะเร็งรังไข่ได้ร้อยละ 54 เพืียงการดื่มชาเขียวประจำวันละ 1-2 ถ้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THyLzDKuArI/AAAAAAAAAe0/IZELMJyiEdU/s1600/r_6183.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="150" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THyLzDKuArI/AAAAAAAAAe0/IZELMJyiEdU/s200/r_6183.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;ขณะที่สถาบันการแพทย์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ก็ศึกษาพบว่า สตรีที่ดื่มชาดำวันละอย่างต่ำ 2 ถ้วย จะลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่ ลงได้เกือบร้อยละ 50&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการศึกษาทั้งสองแห่ง ได้ยืนยันสรรพคุณของชาดำและชาเขียวในการป้องกันมะเร็ง นอกจากที่เคยสังเกตพบว่า ช่วยบำรุงหัวใจ สมองและลดปริมาณไขมันเลวในเลือดลงได้&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-960845357715264733?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/960845357715264733/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_30.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/960845357715264733'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/960845357715264733'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_30.html' title='ดื่มชาป้องกันมะเร็งรังไข่'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THyLtjTFTiI/AAAAAAAAAes/rhreHqSWwGc/s72-c/c13.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-4984733067979923953</id><published>2010-08-26T23:21:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:37:53.374-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งรังไข่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิง'/><title type='text'>รักษามะเร็งไข่ด้วย "ขิง"</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THdZLgO6v2I/AAAAAAAAAec/AIy_kyNizyU/s1600/79443.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="153" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THdZLgO6v2I/AAAAAAAAAec/AIy_kyNizyU/s200/79443.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รายงานจากการประชุมของสมาคมการวิจัยโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาล่าสุดพบว่า พืชพื้นเมืองไทยอย่างขิง มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ เตรียมวิจัยทำยารักษามะเร็งไข่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THdY_UZNf-I/AAAAAAAAAeU/61K2QL1TfJA/s1600/ginger.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THdY_UZNf-I/AAAAAAAAAeU/61K2QL1TfJA/s200/ginger.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาเชื่อว่าขิงสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งรังไข่ได้ สมทบโดยนักวิจัยจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่าขิงอาจเป็นรูปแบบใหม่ของยาในอนาคตหากได้รับการวิจัยอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รีเบคก้า ลิว (Rebecca Liu) ผู้รายงานการวิจัยครั้งนี้ได้นำเสนอผลการทดลองใช้ขิงผงสำเร็จรูปที่วางขายในร้านทั่วไป ละลายในสาระลายแล้วทดสอบกับเซลล์มะเร็งรังไข่ พบว่าฤทธิ์ของขิงทำให้เซลล์มะเร็งรังไข่ตาย และความเผ็ดร้อนของขิงยังช่วยไม่ให้เซลล์ต่อต้านการรักษาอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การฆ่าเซลล์มะเร็งนั้นทำได้ 2 รูปแบบ คือวิธีการทำให้เซลล์ส่งสัญญาณมาทำลายตัวเอง (apoptosis) และวิธีการที่ทำให้เซลล์ทำลายตัวเอง (autophagy) การรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นขบวนการฆ่าเซลล์แบบ &amp;nbsp;apoptosis ส่วนการทำงานของขิงนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบของ autophagy ซึ่งเป็นแนวทางที่คาดหมายว่าจะลดการดื้อต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง ในประเทศอังกฤษ ก็เคยพบว่าสารสกัดจากขิงสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลวิทยาศาสตร์ เฮนรี่ สควอครอฟท์ (Henry Scowcroft) กล่าวยืนยันผลการทดลองครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยทั้งสองท่านได้แสดงทัศนะว่า งานวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบประสิทธิภาพการทำงานของขิงเท่านั้น ยังคงต้องมีการค้นคว้าวิจัยอีกมาก ก่อนที่จะยืนยันผลการทดลอง และกว่าที่จะค้นหาสารออกฤทธิ์ในขิงเพื่อสกัดออกมาเป็นยา ยังคงต้องผ่านกระบวนการวิจัยอีกหลายขั้นตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของขิงในการฆ่ามะเร็งเช่นกัน โดยหวังว่าพืชพื้นเมืองอย่างขิง จะเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็งรังไข่ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน ขิง ได้รับการยอมรับว่าสามารถแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และป้องกันการเมารถ เมาเรือได้ มีการนำขิงบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกต่อการรับประทาน และใช้กินเพื่อป้องกันการเมารถ ยาจีนหลายขนานก็มีขิงเป็นส่วนประกอบ และคนจีนก็ได้ใช้ประโยชน์จากขิงมานับพันปีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การแข่งขันด้านการวิจัยสรรพคุณของสมุนไพรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีสมุนไพรจำนวนมากและหลากหลาย หากได้มีการวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อหาทางสกัดยาจากสมุนไพรโดยผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ โอกาสการค้นเจอทางออกจากโรคร้ายคงมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #999999;"&gt;จาก นิตยสาร ใกล้หมอ ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือน มีนาคม 2550&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-4984733067979923953?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/4984733067979923953/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_26.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4984733067979923953'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4984733067979923953'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_26.html' title='รักษามะเร็งไข่ด้วย &quot;ขิง&quot;'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THdZLgO6v2I/AAAAAAAAAec/AIy_kyNizyU/s72-c/79443.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-3123059568960892082</id><published>2010-08-24T10:10:00.000-07:00</published><updated>2010-08-24T10:20:23.171-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แพทย์จีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><title type='text'>‘ไอเย็น-ร้อน’ รักษามะเร็งหายได้</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THP8FyYOqBI/AAAAAAAAAds/IMfkM7Zg8Us/s1600/doctorcancer.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THP8FyYOqBI/AAAAAAAAAds/IMfkM7Zg8Us/s320/doctorcancer.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;วงการแพทย์ทั่วโลกสุดตะลึง! เมื่อแพทย์จีนค้นพบหนทางใหม่รักษาโรคมะเร็ง ด้วยการฉีดไอเย็นสลับร้อนลงบนก้อนเนื้องอก จนฝ่อและตายไปในที่สุด&lt;br /&gt;คณะแพทย์, ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลฟูด้า (FUDA) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีนและของโลก จากมณฑลกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางมาเยี่ยมชมความสำเร็จของการรักษาโรคร้ายดังกล่าวถึงเมืองไทย &amp;nbsp;หลังจากพบผู้ป่วยชาวไทยกว่า 50 คน เดินทางไปเข้ารับการรักษาถึงแดนมังกร ต่อมมาพบว่าเซลส์มะเร็งได้ฝ่อและสลายไปหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THP_QY6mQmI/AAAAAAAAAd0/7MgGysXRtZs/s1600/BP5-08-04Ae_6.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="191" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THP_QY6mQmI/AAAAAAAAAd0/7MgGysXRtZs/s200/BP5-08-04Ae_6.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ศ.นพ.ฉู เคเฉียง (Xu Kecheng) ผู้บริหารระดับสูง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 46 ปีของโรงพยาบาลฟูด้า กล่าวถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์ที่ล้ำสมัย อันเป็นแนวทางเฉพาะของโรงพยาบาลแห่งนี้ ว่า เป็นการผสมผสานในการรักษาด้วยการใช้ทฤษฎีใหม่ คือ ใช้ “ไอเย็นสลับร้อน” ด้วยการฉีด (Probe) “ก๊าซซีเรียม” เข้าไปยังก้อนเนื้อที่มีเซลส์มะเร็งเพื่อให้ความเย็นจัดเข้าไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลส์มะเร็ง จากนั้นก็ฉีด “ก๊าซอาร์กอน” ที่ให้ความร้อนสูงไปสลายก้อนเนื้อเซลส์มะเร็ง ทำสลับกันอย่างนี้ 2 ครั้ง โดยในเวลาประมาณ 20 นาที จะทำให้เซลส์มะเร็งฝ่อและสลายไปในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.นพ.ฉู เคเฉียง ระบุว่า "การรักษาโรคมะเร็งตามทฤษฎีนี้ ได้รับการยอมรับในวงกว้างไม่เฉพาะแต่ในเมืองจีนหรือในเอเชีย หากแต่คนในทวีปยุโรปและอเมริกาต่างก็ให้ความสนใจและติดต่อขอเข้ารับการรักษาโรคมะเร็จจากคณะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากเราเป็นจำนวนมาก สำหรับเมืองไทย 7 ปีก่อนหน้านี้ เคยมีเศรษฐีไทยวัย 80 ปี เป็นคนแรกที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้กับโรงพยาบาลฟูด้า หลังจากแพทย์ไทยระบุว่าไม่อาจรักษาให้ได้แล้ว นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เศรษฐีไทยคนนั้น ยังคงใช้ชีวิตปกติสุข จากนั้น คนไทยอีกหลายสิบคนก็เดินทางไปขอรับการรักษาจากเราเรื่อยมา"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-3123059568960892082?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/3123059568960892082/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_24.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3123059568960892082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3123059568960892082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_24.html' title='‘ไอเย็น-ร้อน’ รักษามะเร็งหายได้'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THP8FyYOqBI/AAAAAAAAAds/IMfkM7Zg8Us/s72-c/doctorcancer.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-5790991141601712281</id><published>2010-08-23T11:34:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:38:12.553-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จมูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำมูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิง'/><title type='text'>ขิงแก่แก้น้ำมูกไหลได้</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THK_A15l7_I/AAAAAAAAAdY/gSKq0TmZ3lo/s1600/cold.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THK_A15l7_I/AAAAAAAAAdY/gSKq0TmZ3lo/s320/cold.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ตอนนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ฝนก็ตกไม่เป็นเวลาร่ำเวลา คนเป็นหวัดกันก็เยอะเหลือเกิน การทานยาแก้หวัดก็อาจจะช่วยได้ แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการมีสารเคมีในร่างกายเพิ่มมากขึ้น สารเคมีในยาแก้หวัดถ้าสะสมมากๆ เข้า ก็จะทำให้เราง่วงซึม ขี้เกียจ คิดอะไรได้ช้าลง &amp;nbsp; วันนี้น้ำใจจึงอยากมาเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหล โดยใช้สมุนไพรไทยๆ นั่นคือ &lt;b&gt;ขิงแก่&lt;/b&gt; ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีคือ นำขิงแก่มาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แล้วต้มในน้ำให้ข้นที่สุดเท่าที่จะทนรสเผ็ดของขิงได้ &amp;nbsp;แล้วนำมาดื่มสัก 2-3 ถ้วยอาการหวัดน้ำมูกไหลก็จะดีขึ้น &amp;nbsp;ทั้งนี้จะเพิ่มรสชาติของน้ำขิง โดยเติมน้ำตาลลงในน้ำขิง เพื่อให้มีรสหวานดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ผู้อ่านบล็อกของน้ำใจทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-5790991141601712281?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/5790991141601712281/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_23.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/5790991141601712281'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/5790991141601712281'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post_23.html' title='ขิงแก่แก้น้ำมูกไหลได้'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THK_A15l7_I/AAAAAAAAAdY/gSKq0TmZ3lo/s72-c/cold.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6237550878196433610</id><published>2010-08-22T11:38:00.000-07:00</published><updated>2010-12-06T08:35:25.638-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นพ.เฉก ธนะสิริ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การดูแลสุขภาพ'/><title type='text'>เคล็ด (ไม่) ลับอายุยืน 120 ปี ตามแบบฉบับ นพ.เฉก ธนะสิริ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THFsALn4JEI/AAAAAAAAAdA/fO_YCwmLkCM/s1600/doctor.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THFsALn4JEI/AAAAAAAAAdA/fO_YCwmLkCM/s320/doctor.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี 120 ปีนั้น นายแพทย์เฉก ธนะสิริ แนะนำว่า จะต้องปฏิบัติให้ได้ครบ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;1. ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ หนักเบาตามอายุ แต่การออกกำลังต้องให้ได้ออกซิเจนสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดพลังชีวิต หรือพลังแอโรบิคไปจนตาย คือใช้หลักที่ว่า อยากมีแรงต้องออกแรง หรือต้องทำงานกลางแจ้งจนตลอดชีวิต&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;2. ต้องกินอาหารธรรมชาติ คือพืชพรรณธัญญาหาร เช่น แป้งเชิงซ้อนได้แก่ เมล็ดธัญพืช ถั่ว งา ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด เผือก มัน และผลไม้ และผักหลากสี หลากรส งดเนื้อสัตว์ ทุกชนิด วันหนึ่งกิน 2 มื้อ ก็พอแล้ว &amp;nbsp;งดมื้อเย็น ใช้หลักที่ว่า&amp;nbsp;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;กินน้อย-ตายยาก กินมาก-ตายเร็ว&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;i&gt;อาหารอายุสั้น เช่น ผักสด ผลไม้สด&amp;nbsp;&lt;u&gt;ทำให้อายุยืน&lt;/u&gt;&lt;/i&gt;&amp;nbsp;&lt;i&gt;อาหารอายุยืน เช่น อาหารกระป๋อง ซอง แฮม ไส้กรอก แหนม กุนเชียง&amp;nbsp;&lt;u&gt;ทำให้อายุสั้น&lt;/u&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;3. ต้องดื่มน้ำสะอาด น้ำเปล่าๆ วันละ 10-12 แก้ว งดน้ำอัดลมทุกชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มชาเขียว ยาบำรุงกำลัง&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;4. ต้องพักผ่อนนอนให้หลับสนิท ภูมิต้านทานในตัวจะสูงมาก เชื้อโรคแพ้ราบคาบและทำจิตใจให้สงบเป็นสมาธิ ไม่สร้างปัญหาชีวิตให้แก่ตน ครอบครัวและสังคม หากเป็นไปได้ให้ฝึกเจริญสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นนิจศีล ดำเนินชีวิตทุกๆ อย่างด้วย ไตรสิกขา คือศีล-สมาธิ-ปัญญา จงมั่นใจว่า การฝึกจิตให้นิ่งเป็นจิตที่มีพลังสูง&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;5. หมั่นสร้างแต่กรรมดี สร้างบุญสร้างกุศล ละเว้นความชั่วทุกชนิด และตั้งโปรแกรมจิตของตนทุกวันเวลาที่จะมีชีวิตยืนยาว 120 ปี อย่างมีคุณภาพ โดยพิจารณาให้เห็นชัดว่าร่างกาย คือฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะต้องดูแลระมัดระวังให้ทำหน้าที่อย่างดีอยู่เสมอ ส่วนโปรแกรมที่จะป้อนเข้าไป เพื่อให้ได้ข้อมูลนั้นก็คือ "จิต" ของเรานั่นเอง การจะตั้งใจให้ผลออกมาดีนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ใช้หลัก อิทธิบาท 4 หมายถึง สิ่งที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ 4 อย่าง คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;นอกจากนั้น การจะใช้อาหารเสริม วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งการใช้เซลล์บำบัดจึงกลายเป็นเรื่องรองลงไปจากการปฏิบัติตัวด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจาก นพ.เฉก "หมอผี" ของประเทศไทย&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #999999;"&gt;จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก&amp;nbsp;คอลัมน์ ลายแทงความสุข&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6237550878196433610?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6237550878196433610/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/120.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6237550878196433610'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6237550878196433610'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/120.html' title='เคล็ด (ไม่) ลับอายุยืน 120 ปี ตามแบบฉบับ นพ.เฉก ธนะสิริ'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/THFsALn4JEI/AAAAAAAAAdA/fO_YCwmLkCM/s72-c/doctor.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-3218771938487395840</id><published>2010-08-16T11:15:00.000-07:00</published><updated>2010-12-04T01:41:22.248-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้อเข่า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการปวดต่างๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคข้อเข่าเสื่อม'/><title type='text'>โรคขัอเข่าเสื่อม รักษาไม่หาย แต่ป้องกันได้</title><content type='html'>&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;i&gt;โรคข้อเข่าเสื่อม&lt;/i&gt;&amp;nbsp;อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ส่วนมากมักเกิดในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเป็นการเสื่อมสภาพของกระดูกตามธรรมชาติ แต่ใครจะรู้ว่าด้วยวัยเพียง 30 ปี เราก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน หากไม่หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะสายเกินแก้และต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการรักษาให้หายได้&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TGl_QWDqIKI/AAAAAAAAAco/L0L9sn1u-v0/s1600/knee+decline.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TGl_QWDqIKI/AAAAAAAAAco/L0L9sn1u-v0/s320/knee+decline.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;แพทย์ทางไคโรแพคติคกล่าวว่า อาการที่บ่งชี้ถึงการเป็นโรคข้อเข้าเสื่อมก็คือ อาการปวดข้อเข่า ข้อติด ข้ออักเสบ บวม อาจมีเสียงลั่นดังในข้อคล้ายกระดูกเสียดสีกัน บางรายอาจมีอาการเตือนล่วงหน้า เช่น รู้สึกติดขัดเมื่อขยับหัวเข่า เวลาเดินระยะใกล้ๆ แล้วรู้สึกปวด หรือเมื่อนั่งท่าเดิมนานๆ ในท่านั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ก็รู้สีกปวดหัวเข่า เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ผู้ที่มีอาการเท้าแบน ทำให้ลักษณะการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้าผิดปกติ ส่งผลให้ข้อรับน้ำหนักไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กลุ่มผู้สูงอายุ ที่ข้อเข่าต้องแบกรับน้ำหนักมาก&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ที่เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีการกระแทกลงน้ำหนักมาก และ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องโครงสร้างร่างกาย เช่น แนวกระดูกสะโพกบิด แอ่นตัวผิดปกติ เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;สำหรับวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม มีด้วยกัน 2 วิธีคือ&amp;nbsp;&lt;i&gt;วิธีไม่ผ่าตัด&lt;/i&gt;&amp;nbsp;และ&lt;i&gt;วิธีผ่าตัด&lt;/i&gt;&amp;nbsp;โดยวิธี&lt;i&gt;ไม่ผ่าตัด&lt;/i&gt;นั้น มีทั้งการรักษาด้วยยาชนิดต่างๆ การทำกายภาพบำบัด การใช้อุปกรณ์เสริมช่วยเดิน และอุปกรณ์พยุงเข่า ส่วนวิธีการผ่าตัด คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หรือผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกใหม่ นั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;ถ้าคุณอยู่กลุ่มเสี่ยง ควรปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมและเริ่มใส่ใจรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ข้อเข่าแข็งแรงและอยู่กับเรานานๆ&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการของข้อเข่าเสื่อม เรามีข้อแนะนำในการรักษาด้วยตนเอง ดังนี้&lt;/div&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ให้ลดน้ำหนักตัวลง เพราะเวลาเดิน น้ำหนักจะลงที่เข่าแต่ละข้างประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว และถ้าวิ่ง น้ำหนักจะลงที่เข่าเพิ่มเป็น 5 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวลงได้ เข่าก็จะแบกรับน้ำหนักน้อยลง การเสื่อมของเข่าก็จะช้าลงด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรนั่งบนเก้าอี้ที่สูงระดับหัวเข่า เพื่อให้เวลานั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าวางราบกับพื้นพอดี ไม่ควรนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ คุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะท่านั่งเหล่านี้จะทำให้ ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมากขึ้น ข้อเข่าก็จะเสื่อมเร็วขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะทำให้ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขา ถูกกดทับ เลือดจะไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี ทำให้ขาชา และมีอาการอ่อนแรงได้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได การยืน หรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่า เหยียด งอ เป็นช่วง ๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรยืนตรง ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน ไม่ควรยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวด และข้อเข่าโก่งผิดรูปได้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรเดินบนพื้นราบ ใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ แบบที่ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และมีขนาดที่พอเหมาะเวลาสวมรองเท้าเดินแล้วรู้สึกว่ากระชับพอดี ไม่หลวมหรือคับเกินไป&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกันเช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือทางเดินที่ขรุขระเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรใช้ไม้เท้า เมื่อจะยืนหรือเดิน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดมากหรือมีข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวที่ลงบนข้อเข่าและช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; margin-top: 0px;"&gt;&lt;b&gt;โรคข้อเข่าเสื่อม&lt;/b&gt;นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีวิธีที่ทำให้อาการดีขึ้นและชะลอความเสื่อม ให้ช้าลง แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของท่านเองเป็นสำคัญ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-3218771938487395840?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/3218771938487395840/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3218771938487395840'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/3218771938487395840'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='โรคขัอเข่าเสื่อม รักษาไม่หาย แต่ป้องกันได้'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TGl_QWDqIKI/AAAAAAAAAco/L0L9sn1u-v0/s72-c/knee+decline.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-6567755498328004834</id><published>2010-03-15T02:33:00.000-07:00</published><updated>2010-03-15T02:49:40.537-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัยทอง'/><title type='text'>สตรีวัยทอง</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S54CryjC4uI/AAAAAAAAAcQ/zjTnG94n-gY/s1600-h/mtopic_307.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S54CryjC4uI/AAAAAAAAAcQ/zjTnG94n-gY/s320/mtopic_307.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;สตรีไทยจะมีช่วงอายุถึง 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในวัยหมดระดู ซึ่งเรียกกันว่า วัยทอง สตรีบางท่านยังมีความสามารถทำคุณประโยชน์ได้ บางท่านประสบความสำเร็จในชีวิต บางท่านยังไม่เริ่มทำอะไรเลย แต่ทุกคนย่อมต้องการมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มต้นจากการมีสุขภาพที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในสตรีวัยทองนั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังเหี่ยวย่น รอยตีนกา อารมณ์หงุดหงิด เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับ เป็นต้นนั้น มักได้รับการอบรมสั่งสอน อิทธิพลวาทศิลป์ ประเพณีสังคมและวัฒนธรรมไทย ว่าเป็นภาวะเลือดจะมา ลมจะไป หรือสังขารนั้นไม่เที่ยง เป็นต้น โดยปราศจากความเข้าใจในช่วงชีวิตวัยทองว่า สตรีท่านนั้นสามารถดำเนินชีวิตในวัยนี้อย่างปกติได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอเริ่มต้นที่อาหาร เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า อาหารมังสวิรัติ เป็นอาหารที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุและวัยทอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุณาลดพวกโปรตีน ไขมัน เพื่อการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม และกรุณาเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น งาดำ ปลาตัวเล็ก ๆ นมสด เป็นต้น การควบคุมและเลือกรับประทานให้ถูกต้องจะช่วยควบคุมและป้องกัน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดโลหิต ซึ่งมักจะถามหาสตรีวัยทอง เป็นกรณีพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสมแก่วัยนั้น เป็นมงคลแก่ชีวิต ภาวะเครียดเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและใจ การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เพื่อพักผ่อน และว่างเว้นจากการงานนั้น เป็นยารักษาภาวะเครียดที่ได้ผล นอกเหนือจากการสงบจิตใจ กาย ตามหลักพุทธศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบัน มลภาวะเป็นปัจจัยที่ทุกคนยอมรับว่าควรจะหลีกเลี่ยง สตรีวัยทองควรเลือกที่อยู่อาศัยในสภาพที่ดี อากาศบริสุทธิ์ เช่น ตามชายทะเล เชิงเขา และชนบท เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยสุดท้ายที่จะเน้นคือกิจวัตรประจำวัน สตรีใดมัวแต่ทำการ ทำงาน โดยละเลยการออกกำลังกาย ขอให้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ อาหารที่ดีและการออกกำลังกายที่เหมาะสมสามารถป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ การออกกำลังกายที่พอเหมาะแก่วัยทอง เช่น การเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เป็นต้น ในระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 30 นาที 2-3 ครั้ง ในหนึ่งสัปดาห์ จะช่วยลดประปริมาณไขมันในเลือด กระตุ้นหัวใจ และป้องกันภาวะกระดูกพรุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจวัตรประจำวันที่จะขอเน้นอีกอย่างคือการพักผ่อน เป็นที่ยอมรับกันว่าการนอนจะหลับหรือไม่หลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และควรเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 6-8 ชม. สตรีวัยทองจำนวนมาก ประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่น นอนไม่หลับเลย นอนหลับยากแต่ตื่นง่าย หรือวันหนึ่งหนึงนอนหลับพักผ่อนได้ไม่กี่ชั่วโมง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพักผ่อนที่ดีอีกอย่างคือ งานอดิเรก สตรีวัยทองควรมองหางานอดิเรกทำ โดยขอเน้นว่าต้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจส่วนบุคคล เวลาว่างที่มีอยู่และสภาพของครอบครัว สตรีวัยทองหลายท่านคิดเองว่า ถูกครอบครัวทอดทิ้ง จากการที่ลูกเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น สามีมีอาชีพการงานก้าวหน้ามั่นคง ทุกคนจึงมีเวลาให้แก่กันและกัน และแก่ครอบครัวน้อยลง สตรีวัยทองจึงควรพบปะเพื่อนฝูงและหางานอดิเรกทำบ้าน เมื่อคิดว่าตัวเองเหงา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เขียนเพียงหวังในสตรีทุกคนเข้าใจว่า "สตรีวัยทอง เป็นวัยที่ยังสามารถทำคุณประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้ไม่น้อยกว่าวัยทำงานเลย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้างอิง:- น.อ.ทวีศักดิ์ วังศกาญจน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-6567755498328004834?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/6567755498328004834/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_15.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6567755498328004834'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/6567755498328004834'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_15.html' title='สตรีวัยทอง'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S54CryjC4uI/AAAAAAAAAcQ/zjTnG94n-gY/s72-c/mtopic_307.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-1888844665106847517</id><published>2010-03-10T10:08:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T01:41:38.791-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการปวดต่างๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคภูมิแพ้ที่ตา'/><title type='text'>โรคภูมิแพ้ที่ตา</title><content type='html'>โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ &amp;nbsp;ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ แต่คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หากได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็จะเกิดอาการแพ้ขึ้น &amp;nbsp;สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีมากมายหลายชนิด เช่น เกสรดอกไม้ เครื่องสำอาง ขนของสัตว์เลี้ยง วัชพืช น้ำหอม ตัวไรฝุ่นที่นอน เชื้อราในที่อับชื้น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคภูมิแพ้ซึ่งเกิดที่ตาชั้นนอก เป็นโรคตาที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยพบได้ประมาณ 10-20% ของคนปกติทั่วไป &amp;nbsp;ในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ หรือเขตชุมชนที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคภูมิแพ้ที่ตาเป็นโรคที่ไม่อันตราย เพียงแค่ก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ในรายที่เป็นเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจทำให้เกิดความพิการของตาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ควบคู่ไปกับการควบคุมสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมถึงได้รับการติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ แล้วจะสามารถลดอัตราการเกิดการแพ้และการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #d0e0e3;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;สาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่ตา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;1. พันธุกรรม&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าคนปกติ&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;2. สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้โดยตรง&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ได้แก่ เครื่องสำอาง น้ำหอม เกสรดอกไม้ ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรฝุ่นในที่นอน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;3. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคโดยตรง&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;แต่เป็นปัจจัยเสริมให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ได้แก่ ควันบุหรี ฝุ่นละอองในอากาศที่มีมากเกินไป ควันจากท่อไอเสียหรือโรงงานอุตสาหกรรม ภาวะติดเชื้อที่ตา เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #d0e0e3;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;ประเภทของโรคภูมิแพ้ที่ตา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;แบ่งตามกลุ่มอาการแพ้ที่แสดงอาการที่ตาชั้นนอก ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffd98ONoI/AAAAAAAAAaw/AHmFhJmkPqw/s1600-h/1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="135" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffd98ONoI/AAAAAAAAAaw/AHmFhJmkPqw/s200/1.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;1. เยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้ชนิดไม่รุนแรง (Allergic Conjunctivitis)&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;เป็นโรคที่พบได้บ่อย เป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของอาการคันตาและตาแดง อาจพบร่วมกับโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น โรคลมพิษ โรคหวัดแพ้อากาศ การแพ้อาหาร เป็นต้น &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง คันตา น้ำตาไหล แสบตา เคืองตา ตาบวมแดง มักเกิดกับตาสองข้างพร้อมๆ กัน &amp;nbsp;ในรายที่เป็นมาก มีอาการตาสู้แสงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffi2P0snI/AAAAAAAAAa4/yrYhcDYxKmI/s1600-h/2.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="131" src="http://1.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffi2P0snI/AAAAAAAAAa4/yrYhcDYxKmI/s200/2.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;2. โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ (Giant Papillary Conjunctivitis)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;เป็นอาการแพ้ที่เกิดการใช้คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน &amp;nbsp;โดยพบได้มากถึง 40% ของผู้ใช้คอนแทคเลนส์มานานกว่า 5 ปี &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายตาเมื่อสวมใส่คอนแทคเลนส์ พบตุ่มนูนแดงเป็นเม็ดเล็กๆ จำนวนมากที่เยื่อบุตาด้านบน มีอาการแสบตาและระคายตาอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffmTJHceI/AAAAAAAAAbA/yP7F-p9XU6Q/s1600-h/3.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="134" src="http://2.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffmTJHceI/AAAAAAAAAbA/yP7F-p9XU6Q/s200/3.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;3. อะโทปิค เคอระโทค็อนจังคทิไวทิส (Atopic Keratoconjunctivitis)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;เป็นลักษณะอาการภูมิแพ้ที่แสดงออกทางหนังตา เยื่อบุตาขาว และกระจกตา &amp;nbsp;ผู้ป่วยมักมีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ &amp;nbsp;เพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิง และมักพบประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวด้วย &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง แสบตา คันตามาก เยื่อบุตาขาวบวม เปลือกตาหนา บางครั้งพบการติดเชื้อแบคทีเรียด้วย&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffpmf70WI/AAAAAAAAAbI/0MJxoaxkYuM/s1600-h/4.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="125" src="http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffpmf70WI/AAAAAAAAAbI/0MJxoaxkYuM/s200/4.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;4. เวอนัล เคอระโทค็อนจังคทิไวทิส (Vernal Keratoconjunctivitis)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด มักเกิดในช่วงอายุ 11-20 ปี และมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่นร่วมด้วย &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะมีอาการคันตา และแสบตามาก ตาสู้แสงไม่ได้ น้ำตาเหนียวข้น เยื่อบุหนังตาอักเสบนูนแดงเป็นรูปหกเหลี่ยมเรียงกันคล้ายกระเบื้อง อาจพบกระจกตาเป็นแผ่นฝ้าขาวซึ่งทำให้สายตามัวลง&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: #d0e0e3;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: x-large;"&gt;การรักษาการเกิดภูมิแพ้ที่ตา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการแพ้&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;หรือสารกระตุ้นที่ทำให้มีอาการแพ้มากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;2. บรรเทาอาการแพ้ด้วยการใช้ความเย็น&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;เมื่อเกิดอาการแพ้ ตาบวม คันตา ควรใช้น้ำสะอาด น้ำตาเทียม หรือน้ำเกลือล้างตา เพื่อล้างเอาสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ออก และประคบด้วยความเย็น จะช่วยบรรเทาอาการแพ้และอาการระคายเคืองตาให้ดีขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;i&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;&lt;b&gt;3. การรักษาโดยการใช้ยา&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/i&gt;ควรอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์ทุกครั้งเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตรงกับอาการของโรค และมีความปลอดภัยในการใช้ยา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;3.1 ใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน ควรใช้ในกรณีที่มีอาการแพ้มาก หรือเสริมประสิทธิภาพการรักษากับยาหยอดตาแก้แพ้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;3.2 การใช้ยาหยอดตาในการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ตา ให้ผลในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นยาใช้เฉพาะที่ทำให้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาน้อยกว่ายาชนิดรับประทาน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยาหยอดตาในการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ตามีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ยาหยอดตาต้านฮีสตามีน ผสมยาหดเส้นเลือด ช่วยลดอาการคันที่เกิดจากสารฮีสตามีน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยาหยอดตากลุ่มคอร์ติโคสเตอร์รอยด์ ให้ผลในการรักษาได้ดี แต่มีข้อควรระวังในการใช้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยารักษาโรคภูมิแพ้ที่ตาที่มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน และทำให้เยื่อบุผิวของแมสเซลล์ (mast cell) เกิดความคงตัวในยาตัวเดียว ยับยั้งการปล่อยสารที่ก่อให้เกิดการแพ้จากแมสเซลล์ ให้ผลในการรักษาอาการและอาการแสดงของตาจากการแพ้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การเลือกการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ตาด้วยวิธีใด หรือตัวยาชนิดใดนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค ควรอยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-1888844665106847517?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/1888844665106847517/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_10.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1888844665106847517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/1888844665106847517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_10.html' title='โรคภูมิแพ้ที่ตา'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/S5ffd98ONoI/AAAAAAAAAaw/AHmFhJmkPqw/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-4067401489528991277</id><published>2010-03-03T10:11:00.000-08:00</published><updated>2010-03-03T10:11:38.240-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคหัวใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษา'/><title type='text'>โรคหัวใจแก้ไขได้ถ้ารู้วิธี</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: Arial; font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px;"&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;1. รับประทานผักให้มากเข้าไว้&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การเลือกรับประทานอาหารมีผลต่อโรคหัวใจ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า 20% &amp;nbsp;การรับประทานผักจึงเป็นสิ่งดี เพราะมีไขมันไม่มาก &amp;nbsp;ผักสดและผักใบเขียวมีสารแอนตี้ออกซิเดชั่น ช่วยลดอัตราการเกิดไขมันพอกผิวในหลอดเลือด จึงช่วยลดการตีบตันของหลอดเลือดได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;2. รู้จักพักบ้าง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การทำงานประจำบางครั้งทำให้เรามีความเครียด เราจึงควรเปลี่ยนบรรยากาศ ไปพักผ่อน หรือผ่อนคลายควมเครียดเป็นระยะๆ เพราะความเครียดเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดหดตัว &amp;nbsp;การพักผ่อน หรือหางานอดิเรกทำ เป็นวิธีในการผ่อนคลายความเครียดและเปลี่ยนอิริยาบถจากความจำเจทั้งหลาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;3. ทำใจให้สงบนิ่ง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การผ่อนคลายที่ได้ผลดีที่สุด ต้องเข้าถึงจิตใจ จึงจำเป็นต้องหาวิธีทำจิตใจให้สงบ อาจโดยปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา เช่น การนั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วแต่ว่าวิธีไหนที่ถูกกับจริตของเรา เมื่อพักกายแล้ว ต้องฝึกพักใจด้วย ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมากมาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;4. ออกกำลังกายเป็นประจำ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับร่างกายและหัวใจ &amp;nbsp;เราควรเลือกการออกกำลังกายที่พอเหมาะพอดี ถูกวิธี และสม่ำเสมอสำหรับตนเอง สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลให้ได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม &amp;nbsp;เพราะขนาดและประเภทของการออกกำลังในผู้เป็นโรคหัวใจเป็นยาอย่างหนึ่งที่จะต้องเลือกและกำหนดขนาด ถ้ามากไปอาจเป็นอันตรายได้&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-4067401489528991277?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/4067401489528991277/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_03.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4067401489528991277'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/4067401489528991277'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post_03.html' title='โรคหัวใจแก้ไขได้ถ้ารู้วิธี'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8000537083708994712.post-8538658683117534005</id><published>2010-03-02T01:22:00.000-08:00</published><updated>2010-12-04T01:37:32.096-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยาพื้นบ้าน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำผึ้ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยาสมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><title type='text'>รักษาโรคด้วยน้ำผึ้ง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #444444; font-family: Tahoma, Verdana, Arial; font-size: 15px; line-height: 22px;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;1. ใช้น้ำผึ้งลดการอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หากมีบาดแผลหรือแผลถลอก ให้ล้างแผลด้วยยาเบกกิ้งโซดาหรือชาอบเชย ชาเสจ ชาใบผักชี (ที่เย็นแล้ว) ซึ่งมีสรรพคุณฆ่าเชื้อทั้งสิ้น อาจใช้ชาดำธรรมดา น้ำมันหอมและน้ำมันกระเทียมช่วยล้างด้วย เพื่อห้ามเลือด จากนั้นทาน้ำผึ้งสะอาดบนบาดแผล น้ำผึ้งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและทำให้แผลหายเร็ว&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;2.&amp;nbsp;ใช้น้ำผึ้งรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;นำผงขมิ้นผสมน้ำผึ้งทาบริเวณกลากเกลื้อน วันละ 2 ครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;3.&amp;nbsp;ใช้น้ำผึ้งต้านข้ออักเสบ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;ผสมน้ำสัมแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละ 2 ครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;4.&amp;nbsp;ใช้น้ำผึ้งแก้อาการท้องผูก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;กินกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มน้ำผึ้ง หรือมันต้มสุกจิ้มน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75; line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;5.&amp;nbsp;หลับสบายด้วยน้ำผึ้ง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;น้ำผึ้งเป็นยาระงับประสาทอ่อน ๆ ชงน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น หรือชาดอกไม้ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ ดื่มก่อนนอน จะช่วยให้หลับสบายขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;6.&amp;nbsp;น้ำผึ้งบำรุงเลือด&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;เทน้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว บีบน้ำมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือนิดหน่อย เติมน้ำร้อน ดื่มเป็นยาบำรุงเลือด&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;7.&amp;nbsp;ใช้น้ำผึ้งลดความดันโลหิตสูง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;ผสมน้ำผึ้งและงาดำ อย่างละ 50 กรัม&amp;nbsp;ตำงาดำให้ละเอียดแล้วคลุกกับน้ำผึ้ง&amp;nbsp;ชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคความดันโลหิตสูงและบรรเทาอาการท้องผูกเรื้อรัง&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;span style="line-height: normal;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #351c75;"&gt;8.&amp;nbsp;ใช้น้ำผึ้งบำบัดเบาหวาน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;นำสาลี่หอมหรือสาลี่หิมะจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม &amp;nbsp;ปอกเปลือกสาลี่แล้วตำให้ละเอียด นำไปคลุกกับน้ำผึ้ง แล้วต้มจนเหนียว บรรจุใส่ขวด&amp;nbsp;ผสมน้ำกิน ช่วยแก้อาการไอและบำบัดโรคเบาหวานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;ที่มา: นิตยสารชีวจิต 194&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="line-height: 22px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8000537083708994712-8538658683117534005?l=101goodhealth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://101goodhealth.blogspot.com/feeds/8538658683117534005/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8538658683117534005'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8000537083708994712/posts/default/8538658683117534005'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://101goodhealth.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='รักษาโรคด้วยน้ำผึ้ง'/><author><name>น้ำใจ</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='20' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_Tt3YF91xfmI/TKFk0gJ61eI/AAAAAAAAAkI/4ydeGjL1VjA/S220/Numjai_Jaidee.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
